
ภาคเกษตรดันค้าปลีกโต
พณ.ชี้รัฐอัดกำลังซื้อรากหญ้า เออีซีทำชายแดน4ประเทศบูม
พณ.ชี้รัฐอัดกำลังซื้อรากหญ้า เออีซีทำชายแดน4ประเทศบูม
ส่องอนาคตค้าปลีกไทย รับกำลังซื้อรากหญ้ายกระดับดันค้าปลีกสมัยใหม่ขยายตัว แนะผู้ประกอบการหาช่องว่างเออีซีลุย
นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกไทย ในหัวข้อ “ทิศทางธุรกิจค้าปลีกไทยปี 2556” ว่า จากการที่ภาคเกษตรกรรมมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงนโยบายของรัฐที่ยกระดับราคาสินค้าเกษตร ผลักดันให้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกมีการขยายการเติบโตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าปลีกสมัยใหม่
สำหรับในปี 2554 คาดว่าธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านค้าสะดวกซื้อจะมีจำนวนสาขาราว 9,237 สาขา เพิ่มขึ้น 280% หรือมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 16.83% ต่อปี เทียบกับเมื่อ 9 ปีก่อน ในปี 2546 มีร้านค้าจำนวน 2,397 สาขา และมีมูลค่าการซื้อขายในปี 2554 อยู่ที่ 173,306 ล้านบาท จากปี 2546 อยู่ที่ 47,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,625.30% หรือ 17.65% ต่อปี โดยในปี 2555 คาดว่าจะมีการขยายสาขาเพิ่มเป็น 12,601 สาขา เพิ่มขึ้น 387% จากในปี 2546
ขณะเดียวกันธุรกิจค้าปลีกการค้าชายแดนของไทยใน 4 ประเทศเพื่อนบ้าน คือ มาเลเซีย เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา ในปีนี้ (ม.ค.ต.ค.) มีแนวโน้มการเติบโตดีต่อเนื่อง มีมูลค่ารวม 7.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 อยู่ที่ประมาณ 1.3% ซึ่งในแต่ละชายแดนที่ติดกับประเทศต่างๆ จะมีความต้องการซื้อขายสินค้าประเภทต่างๆ แตกต่างกันออกไป ถือแนวโน้มที่ดีต่อการเตรียมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
จากประชากรอาเซียนที่รวมเป็นตลาดเดียว มีจำนวนประชากรรวมกว่า 611 ล้านคน ซึ่งการขยายการลงทุนในกลุ่ม 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน จะต้องเร่งศึกษากฎระเบียบข้อบังคับที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศด้วย โดยเฉพาะในด้านกฎหมายการแข่งขันของการค้ากับการกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในกลุ่มอาเซียน โดยมี 5 ประเทศ คือ กัมพูชา บรูไน ลาว ฟิลิปปินส์ และเมียนมาร์ ที่อยู่ระหว่างร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ต้องแล้วเสร็จในปี 2558
นอกจากนี้ ยังพบว่าการลงทุนธุรกิจค้าปลีกในตลาดอาเซียนยังมีโอกาสอยู่มาก โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในกลุ่มอาหารสดเทียบกับอาหารสำเร็จรูป ที่พบว่าสัดส่วนการบริโภคอาหารสดลดลงในทุกประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย ในกลุ่มอาหารสดเดิมอยู่ที่ 60% เหลือ 47% ส่วนอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นเป็น 17% จากเดิม 8% และเวียดนาม จากเดิม 54% ลดลงอยู่ที่ 47% และบริโภคอาหารสำเร็จรูปเพิ่มเป็น 54% จากเดิม 47%
“จากแนวโน้มดังกล่าว สะท้อนถึงพฤติกรรมการบริโภคที่เริ่มขยายไปสู่ความเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสและช่องว่างในการขยายธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะตลาดอาหารสำเร็จรูป” นายสันติชัย กล่าว
เมื่อวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของผู้ประกอบการไทยที่เตรียมขยายธุรกิจค้าปลีกในอาเซียน พบว่า มีจุดแข็งด้านผู้ประกอบการเองมีความสามารถด้านบริหารจัดการที่เก่งที่สุดในภูมิภาคนี้ และคนไทยเองมีความสามารถในด้านการให้บริการ ส่วนจุดอ่อนคือ มีเงินทุนต่ำ และด้านภาษา ความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศของคนไทยยังมีน้อยกว่าของหลายประเทศในอาเซียนที่มีความกระตือรือร้นเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะการใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นในทุกภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ หากมีการรวมกลุ่มเออีซีแล้ว คาดว่ามีหลายปัจจัยที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ เช่น จำนวนตลาด 600 ล้านคน ลักษณะพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความเป็นเมือง ระดับรายได้ของประชากรมีแนวโน้มสูงขึ้น ความสามารถในการประกอบธุรกิจค้าปลีก จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และปริมาณมูลค่าการลงทุนที่มีโอกาสขยายตัวสูงขึ้นตามไปด้วย







