
ยอมรับแล้วส่งออกปี’55โตแค่45%
บุญทรง คาดปีนี้ส่งออกโตแค่ 45% ส่งสัญญาณทูตพาณิชย์ทำงานเข้มขึ้น หวัง 3 ปี โต 3 เท่า ส่วนยอดส่งออกปีหน้าโต 2 หลักยาก
บุญทรง คาดปีนี้ส่งออกโตแค่ 45% ส่งสัญญาณทูตพาณิชย์ทำงานเข้มขึ้น หวัง 3 ปี โต 3 เท่า ส่วนยอดส่งออกปีหน้าโต 2 หลักยาก
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลังเชิญทูตพาณิชย์ประจำประเทศต่างๆ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ (HIA) มาหารือเพื่อรวบรวมข้อมูลในการจัดทำเป้าหมายส่งออกปี 2556 ว่า ปีนี้เป้าส่งออกไทยจะโตอยู่ที่ระดับ 45% ส่วนยอดส่งออกในปี 2556 ยอมรับว่าหากจะให้กลับมาโตเป็นเลข 2 หลักคงยาก เพราะเท่ากับว่าจะต้องโตขึ้นจากปีนี้เท่าตัว ซึ่งคงต้องดูสภาพเศรษฐกิจโดยรวมให้รอบคอบด้วย
อย่างไรก็ดี ปลายสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาอุปสรรคและผลักดันการส่งออกของไทย เพื่อสรุปข้อมูลหลังจากหารือร่วมกับทูตพาณิชย์ทั่วโลกและกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อสรุปเป้าหมายการส่งออกรายประเทศ ก่อนนำมากำหนดเป็นเป้าหมายภาพรวมการส่งออกในปี 2556 ที่ชัดเจนต่อไป
ขณะเดียวกันได้ส่งข้อความไปยังทูตพาณิชย์ทั่วโลกให้ทำงานเข้มข้นและใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อผลักดันการส่งออกของไทยในปีหน้า ซึ่งหวังว่าจะช่วยทำให้มูลค่าการค้าระหว่างประเทศที่นายกรัฐมนตรีเคยเดินทางไปเยือน และมีการทำทวิภาคีกันให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยจะเปิดตลาดใหม่และดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ในขณะเดียวกันจะสนับสนุนให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในตลาดต่างประเทศมากขึ้นด้วย
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวช้ากว่าที่ผ่านมา โดยคาดว่าปีหน้าตัวเลขการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ที่ระดับ 89% ขณะที่ตัวเลขการนำเข้าจะโตขึ้นกว่าการส่งออก โดยคาดว่าน่าจะขยายตัวอยู่ที่เลข 2 หลักได้
“ปีหน้าตัวกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การลงทุน ซึ่งจะเน้นไปที่การนำสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทยเข้ามาผลิตในประเทศมากขึ้น รวมทั้งการปรับตัวเพิ่มประสิทธิภาพกำลังการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า จึงทำให้การนำเข้าปีหน้าสูงกว่าการส่งออกซึ่งไม่ได้เป็นการสร้างเสียหายอะไร” นายณรงค์ชัย กล่าว
ทั้งนี้ ความเสี่ยงในปี 2556 ที่น่าเป็นห่วงกัน คือ หนี้ส่วนบุคคลที่โตเร็วเกินไป จนอาจทำให้เกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้เสีย (NPL) ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องตั้งรับให้ดี ส่วนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ค่าเงินบาทก็ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีนี้ คือ มีการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเงินสกุลเหรียญสหรัฐมีเยอะ ขณะที่ค่าเงินยูโรก็อ่อนค่าลง ซึ่งทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีมากจนเกินไปด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงต้องมีนโยบายส่งเสริมให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯได้ปรับแผนเชิงรุกและเพิ่มภารกิจในการทำงาน มากขึ้น โดยจะทำงานร่วมกับฑูตพาณิชย์ในการบุกเจาะตลาดและเน้นสินค้าที่เป็นเป้าหมายที่กำหนดไว้ และขอให้ HIA ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดและช่องทางการเข้าสู่ตลาดแก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อช่วยดันการส่งออกปีหน้าให้ขยายตัวขึ้น







