
ปรากฏการณ์ใหม่ในงาน SET in the City
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คอลัมน์นัดพบอนุพันธ์ได้ไปเกาะติดงานมหกรรมการลงทุนครบวงจร “SET in the City กรุงเทพมหานคร 2012” โดยเฉพาะ Booth ของ TFEX ที่ปีนี้นอกจากจะมีเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามของผู้ลงทุนแล้ว ยังมี TFEX Class เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจพื้นฐานแก่ผู้สนใจ ดังนั้น ในครั้งนี้ นัดพบฯ ขอนำข้อสังเกตบางอย่างที่ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่มาเล่าให้ฟังกันนะครับ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คอลัมน์นัดพบอนุพันธ์ได้ไปเกาะติดงานมหกรรมการลงทุนครบวงจร “SET in the City กรุงเทพมหานคร 2012” โดยเฉพาะ Booth ของ TFEX ที่ปีนี้นอกจากจะมีเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามของผู้ลงทุนแล้ว ยังมี TFEX Class เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจพื้นฐานแก่ผู้สนใจ ดังนั้น ในครั้งนี้ นัดพบฯ ขอนำข้อสังเกตบางอย่างที่ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่มาเล่าให้ฟังกันนะครับ
คำถามที่ได้ยินมีตั้งแต่ระดับเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจและต้องการเริ่มเข้ามาซื้อขายใน TFEX ซึ่งอาจจะเคยลงทุนสินค้าอื่นๆ มาก่อนแล้ว อย่างเช่นกองทุน หรือซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่บางคำถามก็เป็นระดับกลางสำหรับผู้ที่กำลังสะสมชั่วโมงบิน แต่เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า ในปีนี้ผมได้ยินคำถามที่เกี่ยวกับ Options เป็นจำนวนมาก แตกต่างจากเดิมที่ผู้ลงทุนให้ความสนใจเน้นไปในส่วนของสัญญาฟิวเจอร์ส เช่น Gold Futures หรือ USD Futures
ขอเริ่มที่คำถามแรกกันก่อนเลยนะครับว่า Options คืออะไร เหมือนกับ Futures หรือไม่ สำหรับ Options ซึ่งในปัจจุบันมีการซื้อขายอยู่ใน TFEX และมีสินค้าอ้างอิงเป็น SET50 Index นั้น เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอีกประเภทที่ให้สิทธิผู้ถือในการใช้สิทธิที่จะซื้อหรือขายสินค้าอ้างอิงในอนาคต ตามราคาที่กำหนดใน Options นั้นๆ โดยผู้ที่ต้องการถือ Options ต้องจ่ายเงินที่เรียกว่า “พรีเมียม” เพื่อซื้อ Options มาจากผู้ขาย ส่วนผู้ขาย Options ก็จะได้รับเงิน “พรีเมียม” นั้นเป็นค่าตอบแทน ในวงการมักจะเรียกการซื้อ Options ว่าเป็นการ Long Options ส่วนการขาย Options ก็จะเรียกว่า Short Options โดยเมื่อถึงช่วงเวลาที่กำหนดให้เป็นช่วงของการใช้สิทธิบน Options ผู้ที่ซื้อ Options ซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิสามารถตัดสินใจเลือกที่จะใช้สิทธิตามที่ระบุไว้ใน Options นั้นหรือไม่ก็ได้ โดยหากตัดสินใจต้องการใช้สิทธิขึ้นมา ผู้ที่ขาย Options จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน Options ดังกล่าวห้ามบิดพริ้วเด็ดขาด
สำหรับประเภทของสิทธิใน Options นั้นแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สิทธิในการซื้อ (Call Options) และสิทธิในการขาย (Put Options) โดยทั้ง Call และ Put Options จะมีการกำหนดราคาที่จะซื้อหรือขายสินค้าอ้างอิงในอนาคตไว้อย่างชัดเจนในสัญญานั้นๆ ที่เรียกว่า “ราคาใช้สิทธิ (Strike Price)” ตัวอย่างเช่น Call Options ที่ Strike Price 850 จุด ก็จะให้สิทธิผู้ถือในการที่จะซื้อดัชนี SET50 ได้ที่ 850 จุดในอนาคต เป็นต้น
ในเบื้องต้นนี้ ผู้อ่านคงจะเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่าง Futures และ Options ใน 2 ประเด็นแรกกันแล้วนะครับ นั่นคือการซื้อขาย Options คนที่ Long Options จะต้องจ่ายพรีเมียมเพื่อซื้อ Options จากคนที่ Short ในขณะที่หากเป็น Futures จะไม่มีการจ่ายหรือรับเงินเพื่อการซื้อขาย Futures แต่อย่างใด และประเด็นที่ 2 คือ Options เป็นเรื่องของ “สิทธิ” ที่ผู้ Long Options เลือกที่จะตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้สิทธิก็ได้ ไม่มีภาระผูกพัน ขณะที่ Futures จะถือว่าทั้งผู้ Long และ Short Futures มีภาระผูกพันซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ดีหากผู้ Long Options เลือกที่จะใช้สิทธิ ผู้ที่ Short Options จะต้องยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ดังนั้นผู้ที่ Short Options ถือว่ามีภาระผูกพัน จึงต้องวางหลักประกันคล้ายๆ กับกรณีของการซื้อขาย Futures ครับ
เรื่อง Options ยังไม่จบแค่นี้นะครับ โดยในครั้งต่อๆ ไป ผมจะนำรายละเอียดของ Options มาเล่าให้ฟังกันต่อนะครับ







