
เล่นพระ VS เล่นหุ้น(2)
สัปดาห์ที่แล้ว เราคุยกันถึงแนวคิดของการเล่นพระเทียบกับการเล่นหุ้นแล้ว จะเห็นว่าหลายๆ แนวคิดใช้ด้วยกันได้เลย งั้นวันนี้เรามาต่อแนวความคิดของการเล่นพระกันต่อดีกว่าครับ
สัปดาห์ที่แล้ว เราคุยกันถึงแนวคิดของการเล่นพระเทียบกับการเล่นหุ้นแล้ว จะเห็นว่าหลายๆ แนวคิดใช้ด้วยกันได้เลย งั้นวันนี้เรามาต่อแนวความคิดของการเล่นพระกันต่อดีกว่าครับ
เล่นพระแนวของตนเอง พระที่หมุนเวียนนิยมในตลาดมีเป็นร้อยเป็นพัน หลวงพ่อทุกจังหวัดมีหลวงพ่อที่ดังๆ หมด หลายจังหวัดมีหลายหลวงพ่อที่มีชื่อเสียงไม่ว่าจะเป็นสายใต้ เช่น สายเขาอ้อ ฯลฯ หรือสายอีสาน เช่น สายพระอาจารย์มั่น หรือสายครูบาศรีวิชัย ทางภาคเหนือ หรือสายหลวงพ่อเงิน สายหลวงพ่อเดิม ทางภาคกลาง เป็นต้น และพระยังมีหลายประเภท เช่น เนื้อชิน เนื้อผง เนื้อดิน เหรียญ ฯลฯ
ดังนั้น จึงไม่มีใครเก่ง ไม่มีใครแน่ทุกเรื่อง และไม่มีใครแน่ทุกเวลา อย่างหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยมีกว่า 800 ตัว แบ่งเป็น 8 กลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ ในแต่ละกลุ่มยังแบ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมย่อยอีก หุ้นบางตัวยังประกอบธุรกิจหลายธุรกิจในตัวเอง
แต่ละธุรกิจก็จะมีปัจจัยเสี่ยงที่แตกต่างกัน ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ สังคม หรือเทคโนโลยีแตกต่างกัน ราคาก็เปลี่ยนแปลงตามข้อมูลที่กระทบทุกวัน ดังนั้นจึงไม่มีใครที่จะเชี่ยวชาญในหุ้นทุกตัว ขนาดนักวิเคราะห์มีความรู้ มีเครื่องมือในการวิเคราะห์ มีข้อมูลที่ครบถ้วน และที่สำคัญมีเวลาในการวิเคราะห์ทั้งวัน และมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการวิเคราะห์โดยตรง ก็ยังต้องแบ่งเลยว่าใครเชี่ยวชาญหมวดอุตสาหกรรมไหน ดังนั้นควรเลือกแนวที่ชอบและศึกษาให้เชี่ยวชาญจะดีกว่า จะเป็น VI หรือเซียนเทคนิคก็เลือกเอา จำไว้ลงทุนเพื่อหวังกำไร ไม่ได้หวังเป็นพหูสูต
อย่าเล่นพระคนเดียว เพราะพระมีหลากหลายหลวงพ่อ หลากหลายประเภท ดังกล่าวแล้ว เราจึงควรอย่าอายที่ไม่รู้ การไม่รู้ ก็แค่แปลว่า ไม่รู้ ไม่ได้แปลว่า “โง่” แต่ถ้าไม่รู้ แล้วไม่รู้จักถามหรือหาความรู้ อย่างนี้เขาเรียกว่า “โง่” จึงควรเข้าหาสังคมเพื่อหาความรู้ หาข้อมูล แลกเปลี่ยนประสบการณ์เอาไว้ ยิ่งยุคนี้สังคมอินเทอร์เน็ตมาแรง สามารถเข้าสังคมที่เราสนใจได้ง่ายไม่เสียตังค์ เช่น Social Network ต่างๆ
การลงทุนก็เหมือนกันการเข้าสังคมทำให้ติดตามข้อมูลข่าวสารและหาความรู้ได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ควรใช้วิจารณญาณในการเลือกรับรู้และตัดสินใจบนข้อมูลข่าวสารที่ได้รับครับ
ดูพระต้องยึดมั่นหลักความจริง เมื่อเช่าพระ ก็ย่อมต้องการพระแท้ ปลุกเสกโดยหลวงพ่อที่ศรัทธา แต่ปัญหาคือหลวงพ่อที่ศรัทธา ท่านมักมรณภาพไปก่อนแล้ว การพิสูจน์ว่าพระแท้หรือไม่จึงต้องพิจารณาจากตัวองค์พระต้องศึกษาจนรู้แจ้งว่า พระที่สนใจ สร้างปีไหน วัสดุอะไร สร้างด้วยวิธีอะไร ฯลฯ ตัวอย่างเช่น หากเราสนใจเหรียญหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม เราก็ต้องรู้ว่าเหรียญท่านสร้างปีไหน วัสดุที่สร้างมีอะไรบ้าง เป็นเหรียญปั๊ม หรือเหรียญตัดขอบ มีกี่แม่พิมพ์ ตำหนิอยู่ที่ไหน ความเก่าของพระ ถึงยุคหรือไม่ เป็นต้น ทุกสิ่งถ้าเราศึกษาให้เข้าใจจริงๆ จะสามารถอธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ถ้าพบเหรียญไหนที่ดูแล้วขัดแย้งกับหลักวิทยาศาสตร์ก็ควรตีไว้ก่อนว่า เก๊ อย่างเช่น เหรียญสร้างปี 2461 แต่ดูความเก่าของเนื้อเหรียญแล้ว เก่าไม่ถึงยุคก็น่าจะเป็นพระเก๊หรืออย่างบางทีเหรียญบล็อกคอมพิวเตอร์ตำหนิต่างๆ เช่น เส้นขนแมว มักชัดเจน (จนบางครั้งชัดเกินไป) แต่ห่วงรอยเชื่อมมักจะไม่เก่าตามสภาพที่ควรเป็น เป็นต้น
ส่วนที่บางท่านพิสูจน์โดยการจับพลังคือ การท่องคาถา หรือการตั้งสมาธิ เพื่อทดสอบพุทธคุณในองค์พระ ซึ่งผมก็เคยเห็น แต่ไม่รู้ว่าเชื่อถือได้หรือไม่ เลยไม่ค่อยสนใจวิธีนี้ การลงทุนก็เหมือนกัน โชคดีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีข้อบังคับให้บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัย ทำให้สามารถวิเคราะห์พิจารณาได้สะดวก แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องใช้วิจารณญาณเองก็คือ ประมาณการรายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร หรือการเติบโตของบริษัท ซึ่งเป็นข้อมูลในอนาคต จึงควรต้องพิจารณาบนหลักความจริง ต้องวิเคราะห์ว่าประมาณการทั้งหลายที่ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน หรือนักวิเคราะห์ให้มานั้น มีโอกาสเป็นจริงกี่เปอร์เซ็นต์
ดูพระยังต้องใช้กล้อง ถ้าไปตามสนามพระจะเห็นเซียนพระพกกล้องส่องพระเป็นอาวุธติดตัวเสมอ กล้องส่องพระเป็นแว่นขยายขนาดเล็กสำหรับใช้ส่องดูรายละเอียดขององค์พระ
การลงทุนก็เหมือนกัน ต้องรู้จักใช้เครื่องมือในการลงทุน หากเปรียบเทียบงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนคือมวลสาร ประวัติการเคลื่อนไหวของราคาคือ สภาพตามอายุ ต้องรู้จักการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัยทางเทคนิคเหมือนการมีกล้องไว้เพื่อส่องดู และเพื่อประเมินมูลค่าของหุ้นให้ได้ถูกต้องว่า ควรจะซื้อหรือขายที่ราคาเท่าไหร่ จะได้ไม่ถูกหลอก
มือใหม่เริ่มจากอ่านหนังสือพระ ยังไม่ต้องรีบออกไปหาพระตามหนังสือ อ่านให้ครบ 1 ปีก่อนแล้วจะรู้ว่าพระที่เราเก็บๆ มานั้นถูกทางหรือเปล่า เหมือนการลงทุนครับ คำเตือนที่ผมใช้เตือนตัวเองเสมอก็คือ “การลงทุนมีความเสี่ยง การไม่ลงทุนเสี่ยงมากกว่า แต่การลงทุนโดยไม่มีความรู้เสี่ยงสูงสุด
ขอให้โชคดีได้พระหลักล้านในราคาหลักร้อย







