posttoday
เศรษฐกิจไทยกำลังจะทำสถิติเติบโตสูงสุดใหม่ แต่ดอกเบี้ยมีโอกาสที่จะลดลง

เศรษฐกิจไทยกำลังจะทำสถิติเติบโตสูงสุดใหม่ แต่ดอกเบี้ยมีโอกาสที่จะลดลง

22 พฤศจิกายน 2555

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ณ ราคาคงที่ หรือที่พูดกันง่ายๆ ว่า Real GDP ในไตรมาส 3 ปี 2555 ที่ สศช. ประกาศออกมาล่าสุดมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 3% เทียบช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) ตัวเลขการเติบโตดังกล่าวไม่ใช่อัตราการเติบโตที่สูงนัก และไม่ใช่สถิติสูงสุดของประเทศไทยอย่างแน่นอน นับตั้งแต่มีการเปิดเผยข้อมูล GDP รายไตรมาสมาตั้งแต่ปี 2536 อัตราการเติบโตสูงสุดอยู่ที่ 12% YoY ในไตรมาสแรก ปี 2553 อันเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากวิกฤต Subprime

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ณ ราคาคงที่ หรือที่พูดกันง่ายๆ ว่า Real GDP ในไตรมาส 3 ปี 2555 ที่ สศช. ประกาศออกมาล่าสุดมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 3% เทียบช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) ตัวเลขการเติบโตดังกล่าวไม่ใช่อัตราการเติบโตที่สูงนัก และไม่ใช่สถิติสูงสุดของประเทศไทยอย่างแน่นอน นับตั้งแต่มีการเปิดเผยข้อมูล GDP รายไตรมาสมาตั้งแต่ปี 2536 อัตราการเติบโตสูงสุดอยู่ที่ 12% YoY ในไตรมาสแรก ปี 2553 อันเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากวิกฤต Subprime

แต่เราคาดว่าในไตรมาสถัดไปคือ ไตรมาส 4 ของปีนี้ ตัวเลขอัตราการเติบโตนั้นจะขยายตัว (YoY) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ น่าจะสูงกว่า 15% เสียอีก ลองคำนวณง่ายๆ จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถ้าสมมติให้เศรษฐกิจไม่เติบโตเลยเทียบไตรมาสก่อน (ซึ่งคิดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะทำได้ดีกว่านั้น) เราน่าจะเห็นตัวเลขอัตราการเติบโตในไตรมาส 4 ที่ 15.8% YoY อันจะเป็นตัวเลขที่สูงสุดใหม่ ขณะที่ภายใต้สมมติฐานดังกล่าวเศรษฐกิจทั้งปี 2555 เติบโตได้ 5.6% เป็นอย่างน้อย แต่ตัวเลขที่จะสูงเป็นสถิติใหม่นั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นเต้นนัก เพราะเป็นผลจากฐานการคำนวณ คือ Real GDP ในไตรมาส 4 ปีก่อนที่ต่ำในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วม ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยแทบจะหยุดชะงักไปเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องในอดีต

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือโมเมนตัมของเศรษฐกิจที่จะมีผลต่อการเติบโตในอนาคต ซึ่งมีแนวโน้มแผ่วลงมาระยะหนึ่งแล้ว Real GDP (ปรับฤดูกาล) เติบโตถึง 11.3% QoQ ในไตรมาสแรกของปีนี้ ในช่วงแรกของฟื้นตัวจากน้ำท่วม แต่หลังจากนั้นก็ลดลงต่อเนื่อง เหลือ 2.8% QoQ และ 1.2% QoQ ในไตรมาส 2 และ 3 ตามลำดับ ขณะที่ข้อมูลรายเดือนต่างๆ ก็บ่งชี้ไปในทางเดียวกัน ซึ่งผู้ที่ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดน่าจะเห็นอยู่แล้ว อีกทั้งปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่รุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สาธารณะในยูโรโซน การชะลอตัวของจีน หรือล่าสุดปัญหา Fiscal Cliff ของสหรัฐ ก็ล้วนแต่กดดันการส่งออกของไทยทั้งสิ้น

โมเมนตัมของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอลง และปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก เป็นเหตุผลที่ทำให้ กนง. ลดดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา ด้วยมติ 5:2 ... พร้อมทั้งสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด

สิ่งที่ตามมาหลังจากที่ กนง. ทำให้ตลาดเกิดการคาดผิด คือ ความผันผวนของการคาดการณ์เกี่ยวกับดอกเบี้ย ในการประชุมครั้งก่อนๆ หน้านั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ หรือเกือบจะทั้งหมด จะมีความเห็นตรงกันว่า กนง. จะคงดอกเบี้ย เกิด “ดุลยภาพ” ในการคาดการณ์ในระดับหนึ่ง แต่หลังจากที่ กนง. ลดดอกเบี้ยไป จะเห็นว่าในปัจจุบันนี้ การคาดการณ์ของตลาดค่อนข้างหลากหลาย บางฝ่ายคาดว่าจะลดค่อนข้างแน่นอน บางฝ่ายบอกมีโอกาสที่จะลด บางฝ่ายคาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ทำให้เกิดความผันผวนเกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงใกล้วันประชุม และความผันผวนนี้ยังน่าจะมีต่อเนื่องไปอีก เพราะหลายคนเชื่อว่าถ้าไม่ลดครั้งนี้ก็มีโอกาสที่จะลดในครั้งถัดๆ ไป

ส่วนว่าดอกเบี้ยจะลดหรือไม่ในการประชุมวันที่ 28 นี้ เราคิดว่ายังไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะถ้ากลับไปดูเหตุผลที่ กนง. ลดดอกเบี้ยในครั้งที่ผ่านมา จะเห็นว่ามาจาก 2 สาเหตุ หนึ่งคือความเสี่ยงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเชิงลบที่มากขึ้น (มีการปรับประมาณการการเติบโตในปี 2556 ลงเหลือ 4.6% จาก 5%) และเงินเฟ้อที่คาดว่าชะลอตัวลง (อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2556 จาก 1.9% เหลือ 1.7%) ซึ่งถ้ามุมมองตรงนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปนัก โดยเฉพาะเมื่อผลลัพธ์ของการแก้ไขปัญหา Fiscal Cliff ยังไม่ชัดเจน ก็อาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องขยับในตอนนี้

อีกทั้ง ถ้าย้อนกลับไปดูข้อมูลในอดีต เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยนโยบายกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน จะเห็นว่าจะมีน้อยครั้งมากที่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.5% หรือต่ำกว่า (จากระดับปัจจุบันที่ 2.75%) และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงสูงกว่า 1.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปัจจุบันอยู่ที่ 1.83% หมายความว่า ภายใต้ระบบ Inflation Targeting (ต่อให้ Shift มากยัง Growth มากขึ้นก็ตาม) กนง. อาจจะยังสามารถรอดูทิศทางเงินเฟ้อให้ชัดเจนก่อนก็ได้ เพราะนโยบาย 300 บาททั่วประเทศเอย ราคาบ้านที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเอย หรือนโยบายด้าน พลังงานที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต อาจจะทำให้เงินเฟ้อไม่ได้ลดลงนักก็ได้

แต่ประเด็นที่ผมสนใจในช่วงหลัง คือ การที่กรรมการท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อหลังการประชุมที่ผ่านมาว่า “ถ้าเงินไม่มา แล้วจะลดดอกเบี้ย ทำไม” ถ้าเป็นท่านอื่นผมคงไม่ได้สนใจมาก แต่บังเอิญเป็นการให้สัมภาษณ์ของกรรมการที่ผม “เดา” ว่ามีความเห็นให้ลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่ผ่านมา (ที่ กนง. มีมติ 5:2 ให้ลดดอกเบี้ย) และให้ลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งก่อนหน้านั้นด้วย (ที่ กนง. มีมติ 3:2 ให้คงดอกเบี้ย) แน่นอนว่าผลการประชุมไม่ได้ระบุว่าท่านใดมีมติว่าอย่างไร และนี่ก็เป็นเพียงการ “เดา” และ “ความเชื่อ” ของผม แต่โดยคอมเมนต์นี้ผมว่ามีนัยต่อการประชุมครั้งถัดไปเหมือนกัน

เพราะในช่วงที่ผ่านมา กระแสเงินทุนไม่ได้ไหลเข้ามามากนัก แม้ว่า Fed จะประกาศ QE3 ก็ตาม ปริมาณการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของนักลงทุนต่างชาติคงที่ที่ประมาณ 7 แสนล้านบาท มาตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ก.ย. แล้ว (หลังจากที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 4 แสนล้านบาท เมื่อปลายปีก่อน) ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยก็ลดลงหลังจากที่ กนง. ลดดอกเบี้ยลงไปในการประชุมที่ผ่านมา ลดแรงจูงใจของเงินใหม่ที่จะไหลเข้ามา ส่วนตลาดหุ้นก็เริ่มเห็นแรงเทขายทำกำไรเหมือนกัน ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศมียอดขายสุทธิประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท และยังคงขายต่อเนื่องในเดือนนี้

ไม่นับกับประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ที่ ธปท. เคยส่งข้อความออกมาว่าการลดดอกเบี้ยในครั้งที่ผ่านมาเป็นการ “ประกันไว้รองรับเศรษฐกิจความไม่แน่นอนเล็กน้อย” และ “ไม่ใช่การส่งสัญญาณเข้าสู่ขาลง” ก็มีน้ำหนักในการประเมินว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยในครั้งนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเศรษฐกิจโลกมีทิศทางแย่ลง เงินเฟ้อในประเทศไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น อุปสงค์ภาคเอกชนในประเทศแผ่วลงมากกว่าที่คาด หรือตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักในปีหน้าคือนโยบายการคลังมีการเบิกจ่ายที่ล่าช้า ก็อาจทำให้ดอกเบี้ยในประเทศก็มีโอกาสที่จะปรับลดลงได้ ซึ่งเชื่อว่าแรงกดดันให้ดอกเบี้ยลดลงเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า และถ้าหากแนวโน้มดอกเบี้ยลดลงอีก ก็น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงในประเทศด้วย อีกทั้งปัจจัยพื้นฐานที่ดีของบริษัทจดทะเบียนไทยทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจอยู่

พูดถึงตรงนี้แล้วก็อยากจะเตือนท่านนักลงทุนที่ยังไม่ได้ซื้อ LTFRMF เหมือนกัน ว่าใกล้สิ้นปีแล้ว ก็คงต้องเริ่มเล็งหาจังหวะในการเข้าซื้อเหมือนกันนะครับ

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี