
อย่าทิ้งเอสเอ็มอี
ดูเหมือนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในเมืองไทย นับจากนี้ไปจะเผชิญกับความยุ่งยากในการทำธุรกิจขึ้นเรื่อยๆ
ดูเหมือนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในเมืองไทย นับจากนี้ไปจะเผชิญกับความยุ่งยากในการทำธุรกิจขึ้นเรื่อยๆ
เพราะนอกจากจะประสบกับปัญหาการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศ ที่ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มพรวด
เอสเอ็มอีไทยยังต้องเผชิญกับการปรับตัวเพื่อเข้าสู่เขตการค้าเสรีกลุ่มต่างๆ เริ่มตั้งแต่การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ล่าสุด ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนจะขยับขยายวงเพิ่มจาก 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นอาเซียนบวก 6 และเรียกกลุ่มใหม่นี้ว่าเป็นภูมิภาคหุ้นส่วนเศรษฐกิจใหม่ หรือ Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือวันที่ 31 ธ.ค. 2558
ยังมีข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ของสหรัฐ ที่ไทยเพิ่งประกาศเจตนารมณ์ระหว่างการเยือนประเทศไทย ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่จะเจรจากับสหรัฐ และคาดว่าต้องใช้เวลาในการเจรจาอีก 5 ปี
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยในอนาคตไม่สามารถหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มการค้าการลงทุนได้
แม้ข้อตกลงเหล่านี้ จะมีข้อดีในเรื่องอำนาจการซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้นมหาศาล เฉพาะ RCEP ที่รวมกลุ่ม 16 ประเทศ ซึ่งมีจีนรวมอยู่ด้วย ทำให้กลายเป็นตลาดใหญ่รองรับจำนวนประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก หรือ 3,368 คน โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) คาดว่า จะช่วยให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อดีทางการค้า แต่ก็มีข้อบังคับที่นักธุรกิจไทยต้องเผชิญมากมาย เนื่องจากมีการปรับกฎกติกาทางการค้าต่างๆ รวมทั้งถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งธุรกิจขนาดใหญ่ได้ทยอยปรับตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว
ยังเหลือก็แต่เอสเอ็มอีเท่านั้นที่ยังมีปัญหา ว่าได้รับทราบข้อมูลและเตรียมพร้อมรับมือไว้มากน้อยแค่ไหน
ซึ่งหากดูบทเรียนจากการขึ้นค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ จะพบว่ารัฐบาลแทบไม่มีส่วนในการรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น และช่วยบรรดาเอสเอ็มอีในการปรับตัวเลย แม้จะมีการออกมาตรการช่วยเหลือมา 27 ข้อก็แทบไม่มีผลจับต้องที่เป็นรูปธรรมได้
นับจากนี้รัฐบาลจำเป็นต้องหันกลับมาดูปัญหาของเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง และเร่งทำความเข้าใจกับข้อตกลงต่างๆ รวมทั้งหามาตรการรองรับช่วยเหลือไปพร้อมกัน
ขณะเดียวกันเอสเอ็มอีก็ต้องช่วยเหลือตัวเองไปพร้อมกัน โดยเฉพาะปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน
เพื่อให้เอสเอ็มอีอยู่รอดได้ภายใต้ภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยต่อไป







