
เมเจอร์ลุยปั้นแบรนด์ใหม่โรงหนังสุดหรู
เมเจอร์ฯ แตกแบรนด์ใหม่ โรงหนังระดับลักชัวรีบุกศูนย์การค้าเอ็มบาสซีดึงดีไซเนอร์ระดับโลกร่วมออกแบบ
เมเจอร์ฯ แตกแบรนด์ใหม่ โรงหนังระดับลักชัวรีบุกศูนย์การค้าเอ็มบาสซีดึงดีไซเนอร์ระดับโลกร่วมออกแบบ
แหล่งข่าวจากวงการค้าปลีก เปิดเผยว่า บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป เตรียมพัฒนาแบรนด์ใหม่โรงภาพยนตร์ในเครือ เพื่อเข้าไปเปิดให้บริการร่วมกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี ซึ่งศูนย์ฯ ดังกล่าวคาดพร้อมเปิดให้บริการในเดือน ธ.ค. 2556
สำหรับโรงภาพยนตร์แบรนด์ใหม่ดังกล่าว จะเจาะตลาดไฮเอนด์หรือระดับหรูหรา (ลักชัวรี) โดยเฉพาะ ทำให้ราคาค่าตั๋วหนังจะเป็นอีกระดับราคาหนึ่งที่สอดคล้องกับสถานที่ ค่าก่อสร้าง และการออกแบบดีไซน์ โดย นายวิชา พูลวรลักษณ์ ได้เซ็นสัญญากับทางศูนย์ฯ เซ็นทรัลเอ็มบาสซีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมดึงสถาปนิกและนักออกแบบดีไซน์ระดับโลกมาร่วมออกแบบสำหรับโปรเจกต์ใหม่นี้
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาฝ่ายบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ได้เซ็นสัญญากันแล้ว โดยขณะนี้รอเพียงเข้าไปยังพื้นที่โครงการศูนย์ฯ ซึ่งแบรนด์ใหม่ และดีไซน์ใหม่ จะต้องสอดคล้องและไปในทิศทางเดียวกับศูนย์การค้าฯ ดังกล่าว ทั้งด้านความหรูหรา มีความแตกต่าง และโดดเด่น ซึ่งในส่วนของชื่อแบรนด์โรงภาพยนตร์อย่างเป็นทางการนั้นได้มีการกำหนดไว้คร่าวๆ แล้ว และอาจพิจารณาแบรนด์ “เอ็มบาสซี” ด้วยเช่นกัน โดยอยู่ระหว่างสรุปอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
สอดคล้องกับแผนการลงทุนทางธุรกิจที่ นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ว่าแผนลงทุนปี 2556 บริษัทได้ตั้งงบลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อเปิดโรงหนังแห่งใหม่ภายในประเทศไม่ต่ำกว่า 100 โรงจาก 12 สาขา ซึ่งจะเป็นปีที่เปิดโรงหนังมากที่สุดจากปกติจะเปิดปีละ 3040 โรงเท่านั้น โดยเน้นการเปิดโรงหนังในต่างจังหวัด โดยเฉพาะที่มีการเปิดห้างสรรพสินค้า
ซึ่งจะทำให้ปีหน้าบริษัทมีโรงหนังรวม 500 โรง จากปัจจุบันมี 406 โรง และตั้งเป้าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีโรงหนังในประเทศรวม 800 โรง เช่นเดียวกับการลงทุนในต่างประเทศบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจต่างประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อเปิดโรงหนังภายใต้แบรนด์เมเจอร์ รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC ) หลังก่อนหน้านี้ได้ร่วมกับพันธมิตรประเทศอินเดียเปิดให้บริการในส่วนของโบว์ลิ่งไปแล้ว
ทั้งนี้ ทิศทางธุรกิจในไตรมาส 4 ถือได้ว่าเป็นช่วงไฮซีซัน เนื่องจากมีหนังฟอร์มยักษ์เข้าฉาย เช่น เจมส์บอน, ทไวไลฟ์ ภาค 4.2 ตำนานสมเด็จพระนเรศวร และ The Hobbit ซึ่งบริษัทคาดว่าหนังแต่ละเรื่องจะสามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ดังนั้นน่าจะเป็นตัวหนุนให้รายได้ทั้งปีเติบโตตามเป้าที่ 10% จากปีก่อน ที่ทำรายได้ไว้ที่ 7,098.38 ล้านบาท







