
Yield Curve ปรับตัวอยู่ในกรอบแคบๆ
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ระหว่างวันที่ 59 พ.ย.นี้มีมูลค่ารวม 367,319 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 73,464 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 17% เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่า กว่า 71% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 262,335 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอายุคงเหลือไม่เกิน 6 เดือน ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 81,485 ล้านบาท และหุ้นกู้ภาคเอกชน มูลค่าการซื้อขาย 7,786 ล้านบาท หรือ 22% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ระหว่างวันที่ 59 พ.ย.นี้มีมูลค่ารวม 367,319 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 73,464 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 17% เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่า กว่า 71% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 262,335 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอายุคงเหลือไม่เกิน 6 เดือน ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 81,485 ล้านบาท และหุ้นกู้ภาคเอกชน มูลค่าการซื้อขาย 7,786 ล้านบาท หรือ 22% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด
สำหรับพันธบัตรรัฐบาลรุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB21DA (อายุ 9.1 ปี) LB176A (อายุ 4.8 ปี) และ ILB217A (อายุ 8.6 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 16,355 ล้านบาท 15,742 ล้านบาท และ 11,187 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดย ธปท. รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือรุ่น CB12N27A (อายุ 14 วัน) CB12D06C (อายุ 28 วัน) และ CB13207B (อายุ 91 วัน) มูลค่าการซื้อขาย 41,570 ล้านบาท 37,700 ล้านบาท และ 36,420 ล้านบาท
หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) (TLT138A (AAA) และ TLT149A (AAA)) มูลค่าการซื้อขาย 1,485 ล้านบาท และ 476 ล้านบาท ตามลำดับ และหุ้นกู้ของบริษัท เอ็มบีเค (MBK137 (A)) มูลค่าการซื้อขาย 605 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงในตราสารอายุน้อยกว่า 5 ปี ในช่วง 1 ถึง 5 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) และปรับตัวเพิ่มขึ้นในตราสารอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วง +2 ถึง +6 Basis Point โดยการปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นถึงระยะกลาง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงซื้อของนักลงทุนที่ปรับพอร์ตมาลงทุนตราสารระยะสั้นถึงระยะยาวกลางมากขึ้น และส่วนหนึ่งเป็นการปรับตัวลดลงตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ หลังจากที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จากพรรค Democratic ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 พร้อมด้วยเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภา ขณะที่เสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรยังคงเป็นของพรรค Republican การที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีเสียงเด็ดขาดในสภาคองเกรส ทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศสหรัฐ โดยเฉพาะในส่วนที่ต้องออกเป็นกฎหมายและผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองสภา โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายๆ มาตรการที่กำลังจะหมดอายุลงในสิ้นปี 2555 และความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ หรือ Fiscal Cliff หากมาตรการที่กำลังจะหมดอายุลงไม่ได้รับการต่ออายุออกไป
นอกจากนี้แล้ว ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปเริ่มกลับเข้ามามีผลต่อบรรยากาศการลงทุนอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่คณะกรรมการยุโรป (EC) ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (EU) มาอยู่ที่ระดับ 0.4% ในปี 2556 และปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซน มาอยู่ที่ระดับ 0.1% ในปี 2556 ความกังวลในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ มีผลทำให้เม็ดเงินบางส่วนไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีผลทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงตามไปด้วย
ทั้งนี้ ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอด ซื้อสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภทรวมกัน (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) 6,046 ล้านบาท แต่หากพิจารณาเฉพาะการซื้อขายในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) จะพบว่าเป็นการซื้อสุทธิ 3,200 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อย (Individual) ที่ถึงแม้จะมีสัดส่วนการซื้อขายในตลาดตราสารหนี้ค่อนข้างน้อย แต่ในสัปดาห์นี้มียอดซื้อสุทธิ 32 ล้านบาท







