
FPI
วันนี้ขอแนะนำหุ้นที่ FSS เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและเป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายหุ้น FPI ที่เพิ่งเข้าซื้อขายในตลาด MAI ไปเมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมาหน่อยนะคะ เพราะภาพเปลี่ยนไปจากเดิมที่เราเคยวิเคราะห์กันสมัยก่อนเข้าตลาด โดยเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น
วันนี้ขอแนะนำหุ้นที่ FSS เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและเป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายหุ้น FPI ที่เพิ่งเข้าซื้อขายในตลาด MAI ไปเมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมาหน่อยนะคะ เพราะภาพเปลี่ยนไปจากเดิมที่เราเคยวิเคราะห์กันสมัยก่อนเข้าตลาด โดยเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น
สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ กำไรในไตรมาส 3 (คาดว่าจะรายงานไม่วันศุกร์นี้ก็จันทร์หน้า) มีแนวโน้มว่าจะดีกว่าที่ FSS เคยคาดไว้มาก โดยน่าจะทำกำไรได้ถึง 56 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นเกือบ 90% ของกำไรที่ทำได้ในครึ่งปีแรกของปีนี้ (ไตรมาสแรกของปีนี้มีกำไร 33 ล้านบาท ไตรมาส 2 มีกำไร 30 ล้านบาท) และแนวโน้มไตรมาส 4 ก็ยังดีใกล้เคียงไตรมาส 3 ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์ของเราปรับประมาณการกำไรปีนี้ขึ้นจากเดิมที่เคยคาดไว้ 136 ล้านบาท (0.46 บาทต่อหุ้น) เป็น 180 ล้านบาท (0.61 บาทต่อหุ้น) รวมทั้งปรับประมาณการกำไรปี 2556 ขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ 160 ล้านบาท (0.54 บาทต่อหุ้น) เป็น 240 ล้านบาท (0.81 บาทต่อหุ้น)
ทั้งนี้ สาเหตุหลักเป็นผลมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นอย่างมากจากที่เคยทำได้ 2326% น่าจะปรับขึ้นอยู่ในระดับ 30% จากผลของการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่เน้นคุณภาพของสินค้า เริ่มเห็นผลเป็นที่ยอมรับของลูกค้า ทำให้บริษัทสามารถปรับเพิ่มราคาสินค้าได้เฉลี่ย 5% ขณะเดียวกันบริษัทได้รับคำสั่งซื้อชิ้นส่วนพลาสติกรถยนต์ที่เป็นโมเดลใหม่ๆ ทั้งในไตรมาสนี้และไตรมาสหน้า การผลิตชิ้นส่วนที่เป็นโมเดลใหม่ในช่วงแรกๆ จะได้กำไรค่อนข้างสูงมาก เพราะยังไม่มีคู่แข่ง ลำพังรายได้ของบริษัทไม่ผิดไปจากที่เราคาดนัก เพราะเป็นการโตตามอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เนื่องจากการปรับเปลี่ยนภายในจึงทำให้กำไรโตขึ้นมาก (อัตราการโตของกำไรสูงกว่าอัตราการโตของยอดขายถึงกว่า 8 เท่าในปีนี้ และ 2 เท่าในปีหน้า) เรียกว่าเน้นขายแต่ของแพง ซึ่งถ้าไม่มีฝีมือและถ้าตลาดไม่ยอมรับหรือไม่มีความต้องการ คงทำไม่ได้
ขอเท้าความซักนิดว่า FPI เป็นใครมาจากไหน FPI เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตจากพลาสติก (มีสัดส่วนรายได้ 53% ของรายได้รวม) และเป็นศูนย์รวมในการจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ (สัดส่วนรายได้ 46% ของรายได้รวม) ทั้งชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทน (Replacement Equipment Manufacturer REM) และชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ภายใต้ตราสินค้าของค่ายรถยนต์ต่างๆ (Original Equipment Manufacturer OEM) เช่น โตชิบา โตโยต้า ทาทา เป็นต้น สัดส่วนสินค้าที่ FPI ผลิตเองเป็น REM ประมาณ 85% และ OEM ประมาณ 15% รวมทั้งให้บริการรับจ้างฉีดขึ้นรูป ชุบ และพ่นสีผลิตภัณฑ์พลาสติก (มีสัดส่วนรายได้ 1%) มีโรงงานผลิตตั้งอยู่ที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดยมียอดขายในประเทศ 15% และต่างประเทศ 85% ฐานลูกค้ากระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในตะวันออกกลางและเอเชีย
จะเห็นว่า การเติบโตของ FPI จะอิงกับธุรกิจอะไหล่รถยนต์ในตลาดโลกมากกว่ายอดผลิตรถยนต์ในประเทศ ซึ่งจำนวนรถยนต์ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปีเป็นผลดีต่อ FPI เพราะหมายถึง ตลาดอะไหล่รถยนต์ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และไม่ว่ายอดผลิตและยอดขายรถในประเทศในปีหน้าที่อาจจะเติบโตชะลอลงจากปีนี้ เพราะความต้องการที่ “อั้น” มาจากช่วงน้ำท่วมหมดไป และนโยบายรถคันแรก (ลดภาษี) ของภาครัฐหมดสิ้นปีนี้ แต่ตลาดอะไหล่ก็ยังคงเติบโต การที่บริษัทอิงกับตลาดอะไหล่รถทำให้การเติบโตของบริษัทจำกัดอยู่เพียงเครื่องจักรที่มี ซึ่งบริษัทจะใช้เงินที่ได้จากการเพิ่มทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ 5 เครื่อง (ทำให้กำลังการฉีดพลาสติกเพิ่มขึ้น 38%) ทยอยเข้ามาบางส่วนสิ้นปีนี้ แต่จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปีหน้าทั้งหมด นอกจากนี้คาดว่า ในปี 2556 จะมีการออกชิ้นส่วนพลาสติกโมเดลใหม่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 150 ชิ้น เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่มีชิ้นส่วนพลาสติกโมเดลใหม่ประมาณ 100 ชิ้น
ณ ราคาปิด 11.50 บาทวานนี้ คิดเป็น PE 14.2 เท่าของกำไรในปีหน้า ถือว่าไม่แพง เมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรที่คาดว่าจะเป็น 33% หรือคิดเป็น PE to Growth เพียง 0.4 เท่า นอกจาก FPI จะมีกำไรเติบโตสูงสุดในกลุ่มยานยนต์แล้ว ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ก็สูงสุดด้วย (29% ในปีหน้า) นักวิเคราะห์ของ FSS ประเมินโดยอิง PE 16 เท่า (สูงกว่ากลุ่มที่อยู่ที่ 12 เท่า) ทำให้ได้ราคาเหมาะสมในปีหน้าที่ 13 บาทค่ะ







