posttoday
ความเฟื่องฟูของการ เก็งกำไรในยุค QE Infinity (ตอน 4)

ความเฟื่องฟูของการ เก็งกำไรในยุค QE Infinity (ตอน 4)

26 ตุลาคม 2555

ความเฟื่องฟูของการเก็งกำไร (Euphoria) ในยุค QE Infinity ตอนที่ 4ฟากนักลงทุนตะวันตกที่รับความเสี่ยงได้ ทั้งสหรัฐและยุโรป

โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโน

ความเฟื่องฟูของการเก็งกำไร (Euphoria) ในยุค QE Infinity ตอนที่ 4ฟากนักลงทุนตะวันตกที่รับความเสี่ยงได้ ทั้งสหรัฐและยุโรป จะเร่งลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะการปรับตัวของผลตอบแทนมากกว่าภาวะตลาด หรือที่ศัพท์เรียกว่า พวกหุ้นเบตา (Beta) สูง แต่ด้วยความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่สูงขึ้น นักลงทุนพวกนี้จำต้องลงทุนเงินส่วนหนึ่งในหุ้นที่มีลักษณะปันผลสูง และการปรับตัวของราคาหลักทรัพย์และธุรกิจนั้นไม่ได้แปรผันตามตลาดหรือภาวะเศรษฐกิจมากนัก เช่น หุ้นกลุ่ม Defensive ซึ่งประกอบด้วย หุ้นบริษัทโรงไฟฟ้า หุ้นบริษัทน้ำประปา หุ้นอุปโภคบริโภคพื้นฐาน เป็นต้น

ทั้งนี้ หุ้นในประเทศกำลังพัฒนาเป็นเป้าหมายของนักลงทุนประเภทนี้เช่นกัน เพราะภาวะเศรษฐกิจโดยเปรียบเทียบแล้ว พบว่าประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะเอเชียมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีกว่าประเทศตะวันตก ทั้งนี้ได้มีการกล่าวถึงกลุ่มประเทศปลายทางของการลงทุน ที่น่าสนใจกว่ากลุ่ม BRICS เช่น กลุ่มประเทศ MIST ซึ่งประกอบไปด้วย เม็กซิโก อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน

โดย MIST น่าจะเป็นตลาดปลายทางของการลงทุนรอบใหม่นี้ อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินบางส่วนน่าจะไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกแล้ว ประเทศไทยมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มแข็ง คือ มีหนี้สาธารณะในระดับที่ต่ำ สถาบันการเงินที่มีความเข้มแข็งของทุนสูงและมีหนี้เสียต่ำ

ในต้นปีหน้าเมื่อมีการเริ่มบังคับใช้มาตรฐานบาเซิล 3 ในการกำกับดูแลสถาบันการเงินทั่วโลก จะยิ่งทำให้ภาพความเข้มแข็งของสถาบันการเงินไทยโดดเด่นมากในเวทีโลก เพราะสถาบันการเงินในประเทศตะวันตกยังติดปัญหาการเพิ่มทุนและการเร่งตัวของหนี้เสีย

แม้ว่าขณะนี้ราคาหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว กำลังปรับฐานลงตามผลประกอบการในไตรมาส 3 ซึ่งไม่ดีเท่าที่คาด แต่ราคาหุ้นได้ปรับสูงไปเกินกว่าผลประกอบการพื้นฐานของบริษัทมาก เพราะการพิมพ์เงินของธนาคารกลางมีส่วนกระตุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมให้นักลงทุนนำเงินมาเสี่ยงไล่ซื้อราคาหุ้น จนราคาหุ้นในประเทศตะวันตกสูงเกินผลประกอบการของบริษัทและแนวโน้มธุรกิจ

แต่เราต้องไม่ลืมว่าขณะนี้เงินกระดาษล้นโลก เพราะการพิมพ์เงินของธนาคารกลางประเทศสำคัญ เมื่อราคาหุ้นโดยเฉพาะหุ้นในประเทศตะวันตกลดลง เพราะการเทขายของนักลงทุน ประเด็นที่จะต้องคิดต่อ นักลงทุนจะนำเงินที่ล้นเกินจากการพิมพ์เงินเหล่านี้ไปที่ใด คำตอบคือ ไปลงทุน ณ ที่พอจะมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและธุรกิจเกื้อหนุนอยู่บ้าง ซึ่งสถานที่ปลายทางของเงินลงทุนนั้นคือประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในเอเชีย และนี่คือที่มาที่เงินราคาถูกจากต่างประเทศกำลังไหลทะลักเข้ามาในเอเชียและไทย เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า

แต่ถ้ามีข่าวดีเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจแม้แต่เพียงเล็กน้อยในสหรัฐและยุโรป ผลก็คือนักลงทุนจะกลับเข้าไปไล่ราคาซื้อหุ้นอีกรอบ และเมื่อมีข่าวร้ายหรือแนวโน้มของผลประกอบการไม่ได้ดีตามราคาหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่ซื้อไว้ จนเข้าข่ายเป็นการซื้อที่แพงเกินไป นักลงทุนจะเทขายตามที่กล่าวในด้านบน

การเข้าซื้อ/เทขายในระดับความถี่สูงหรือหลายรอบ และปริมาณเงินที่สูงในแต่ละรอบของการซื้อขายนั้น มีส่วนสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนสะสมความเสี่ยงไว้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าบริหารจัดการความเสี่ยงไม่ดีและมีการลงทุนผิดจังหวะ หรือเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและสถาบันการเงินแม้แต่เพียงในระดับเล็กๆ อาจเป็นไปได้ที่เราอาจจะได้เห็นปัญหาวิกฤตของสถาบันลงทุน

ดังตัวอย่างการขาดทุนมหาศาลของกองทุน Long Term Capital Management (LTCM) ในปี 2541 อันมีจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากการประกาศพักชำระหนี้ของรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งในตอนนั้นรัสเซียอยู่นอกตลาดการเงินโลก ไม่ได้มีสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของโลกลงทุนในรัสเซียมากนัก แต่เมื่อรัสเซียในปี 2541 ประกาศพักชำระหนี้ ความรู้สึกของนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนกังวลจากวิกฤตเอเชียในปี 2540 อยู่ก่อนแล้ว เมื่อเกิดการพักชำระหนี้ของรัสเซีย จึงทำให้นักลงทุนเทขายทรัพย์สินต่างๆ เพื่อทำกำไร (Lock In Profit) และส่งผลต่อให้กองทุน LTCM ซึ่งลงทุนโดยก่อหนี้นำเงินมาลงทุน และใช้กลยุทธ์การลงทุนให้การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ส่วนใหญ่หักล้างกันจนส่งผลให้มีสหสัมพันธ์ (Correlation) ในระดับที่ต่ำของราคาสินทรัพย์ที่ลงทุน

LTCM กลับพบว่าเมื่อนักลงทุนเทขายสินทรัพย์พร้อมๆ กันทั่วโลก ผลคือสหสัมพันธ์ของราคาสินทรัพย์อยู่ในระดับสูง หรือการเคลื่อนไหวของราคานั้นเป็นไปในทางเดียวกัน และนำไปสู่การขาดทุนมหาศาลและนำไปสู่การล้มละลายของ LTCM ซึ่งในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องเข้ามาอุ้ม

ตัวอย่างล่าสุด คือ ธนาคาร เจ.พี.มอร์แกน เมื่อต้นปี 2555 ขาดทุนจำนวนมากจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องในพันธบัตรรัฐบาลยุโรป แต่เนื่องจากธนาคาร เจ.พี.มอร์แกน มีฐานเงินฝากขนาดใหญ่และมีสินทรัพย์รวมทั้งธุรกิจสินเชื่อที่เข้มแข็ง การขาดทุนจึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาจนนำไปสู่ความเสี่ยงที่ธนาคารจะล้ม m

หมายเหตุ : โปรดติดตามตอนต่อไปในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้เนื้อหาในบทความเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่สังกัด

 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่