
ความเฟื่องฟูของการ เก็งกำไรในยุค QE Infinity (ตอน 4)
ความเฟื่องฟูของการเก็งกำไร (Euphoria) ในยุค QE Infinity ตอนที่ 4ฟากนักลงทุนตะวันตกที่รับความเสี่ยงได้ ทั้งสหรัฐและยุโรป
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโน
ความเฟื่องฟูของการเก็งกำไร (Euphoria) ในยุค QE Infinity ตอนที่ 4ฟากนักลงทุนตะวันตกที่รับความเสี่ยงได้ ทั้งสหรัฐและยุโรป จะเร่งลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะการปรับตัวของผลตอบแทนมากกว่าภาวะตลาด หรือที่ศัพท์เรียกว่า พวกหุ้นเบตา (Beta) สูง แต่ด้วยความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่สูงขึ้น นักลงทุนพวกนี้จำต้องลงทุนเงินส่วนหนึ่งในหุ้นที่มีลักษณะปันผลสูง และการปรับตัวของราคาหลักทรัพย์และธุรกิจนั้นไม่ได้แปรผันตามตลาดหรือภาวะเศรษฐกิจมากนัก เช่น หุ้นกลุ่ม Defensive ซึ่งประกอบด้วย หุ้นบริษัทโรงไฟฟ้า หุ้นบริษัทน้ำประปา หุ้นอุปโภคบริโภคพื้นฐาน เป็นต้น
ทั้งนี้ หุ้นในประเทศกำลังพัฒนาเป็นเป้าหมายของนักลงทุนประเภทนี้เช่นกัน เพราะภาวะเศรษฐกิจโดยเปรียบเทียบแล้ว พบว่าประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะเอเชียมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีกว่าประเทศตะวันตก ทั้งนี้ได้มีการกล่าวถึงกลุ่มประเทศปลายทางของการลงทุน ที่น่าสนใจกว่ากลุ่ม BRICS เช่น กลุ่มประเทศ MIST ซึ่งประกอบไปด้วย เม็กซิโก อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน
โดย MIST น่าจะเป็นตลาดปลายทางของการลงทุนรอบใหม่นี้ อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินบางส่วนน่าจะไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกแล้ว ประเทศไทยมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มแข็ง คือ มีหนี้สาธารณะในระดับที่ต่ำ สถาบันการเงินที่มีความเข้มแข็งของทุนสูงและมีหนี้เสียต่ำ
ในต้นปีหน้าเมื่อมีการเริ่มบังคับใช้มาตรฐานบาเซิล 3 ในการกำกับดูแลสถาบันการเงินทั่วโลก จะยิ่งทำให้ภาพความเข้มแข็งของสถาบันการเงินไทยโดดเด่นมากในเวทีโลก เพราะสถาบันการเงินในประเทศตะวันตกยังติดปัญหาการเพิ่มทุนและการเร่งตัวของหนี้เสีย
แม้ว่าขณะนี้ราคาหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว กำลังปรับฐานลงตามผลประกอบการในไตรมาส 3 ซึ่งไม่ดีเท่าที่คาด แต่ราคาหุ้นได้ปรับสูงไปเกินกว่าผลประกอบการพื้นฐานของบริษัทมาก เพราะการพิมพ์เงินของธนาคารกลางมีส่วนกระตุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมให้นักลงทุนนำเงินมาเสี่ยงไล่ซื้อราคาหุ้น จนราคาหุ้นในประเทศตะวันตกสูงเกินผลประกอบการของบริษัทและแนวโน้มธุรกิจ
แต่เราต้องไม่ลืมว่าขณะนี้เงินกระดาษล้นโลก เพราะการพิมพ์เงินของธนาคารกลางประเทศสำคัญ เมื่อราคาหุ้นโดยเฉพาะหุ้นในประเทศตะวันตกลดลง เพราะการเทขายของนักลงทุน ประเด็นที่จะต้องคิดต่อ นักลงทุนจะนำเงินที่ล้นเกินจากการพิมพ์เงินเหล่านี้ไปที่ใด คำตอบคือ ไปลงทุน ณ ที่พอจะมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและธุรกิจเกื้อหนุนอยู่บ้าง ซึ่งสถานที่ปลายทางของเงินลงทุนนั้นคือประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในเอเชีย และนี่คือที่มาที่เงินราคาถูกจากต่างประเทศกำลังไหลทะลักเข้ามาในเอเชียและไทย เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า
แต่ถ้ามีข่าวดีเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจแม้แต่เพียงเล็กน้อยในสหรัฐและยุโรป ผลก็คือนักลงทุนจะกลับเข้าไปไล่ราคาซื้อหุ้นอีกรอบ และเมื่อมีข่าวร้ายหรือแนวโน้มของผลประกอบการไม่ได้ดีตามราคาหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่ซื้อไว้ จนเข้าข่ายเป็นการซื้อที่แพงเกินไป นักลงทุนจะเทขายตามที่กล่าวในด้านบน
การเข้าซื้อ/เทขายในระดับความถี่สูงหรือหลายรอบ และปริมาณเงินที่สูงในแต่ละรอบของการซื้อขายนั้น มีส่วนสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนสะสมความเสี่ยงไว้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าบริหารจัดการความเสี่ยงไม่ดีและมีการลงทุนผิดจังหวะ หรือเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและสถาบันการเงินแม้แต่เพียงในระดับเล็กๆ อาจเป็นไปได้ที่เราอาจจะได้เห็นปัญหาวิกฤตของสถาบันลงทุน
ดังตัวอย่างการขาดทุนมหาศาลของกองทุน Long Term Capital Management (LTCM) ในปี 2541 อันมีจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากการประกาศพักชำระหนี้ของรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งในตอนนั้นรัสเซียอยู่นอกตลาดการเงินโลก ไม่ได้มีสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของโลกลงทุนในรัสเซียมากนัก แต่เมื่อรัสเซียในปี 2541 ประกาศพักชำระหนี้ ความรู้สึกของนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนกังวลจากวิกฤตเอเชียในปี 2540 อยู่ก่อนแล้ว เมื่อเกิดการพักชำระหนี้ของรัสเซีย จึงทำให้นักลงทุนเทขายทรัพย์สินต่างๆ เพื่อทำกำไร (Lock In Profit) และส่งผลต่อให้กองทุน LTCM ซึ่งลงทุนโดยก่อหนี้นำเงินมาลงทุน และใช้กลยุทธ์การลงทุนให้การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ส่วนใหญ่หักล้างกันจนส่งผลให้มีสหสัมพันธ์ (Correlation) ในระดับที่ต่ำของราคาสินทรัพย์ที่ลงทุน
LTCM กลับพบว่าเมื่อนักลงทุนเทขายสินทรัพย์พร้อมๆ กันทั่วโลก ผลคือสหสัมพันธ์ของราคาสินทรัพย์อยู่ในระดับสูง หรือการเคลื่อนไหวของราคานั้นเป็นไปในทางเดียวกัน และนำไปสู่การขาดทุนมหาศาลและนำไปสู่การล้มละลายของ LTCM ซึ่งในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องเข้ามาอุ้ม
ตัวอย่างล่าสุด คือ ธนาคาร เจ.พี.มอร์แกน เมื่อต้นปี 2555 ขาดทุนจำนวนมากจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องในพันธบัตรรัฐบาลยุโรป แต่เนื่องจากธนาคาร เจ.พี.มอร์แกน มีฐานเงินฝากขนาดใหญ่และมีสินทรัพย์รวมทั้งธุรกิจสินเชื่อที่เข้มแข็ง การขาดทุนจึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาจนนำไปสู่ความเสี่ยงที่ธนาคารจะล้ม m
หมายเหตุ : โปรดติดตามตอนต่อไปในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้เนื้อหาในบทความเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่สังกัด







