posttoday
เปิดวิสัยทัศน์เลขาฯบีดอไบคนใหม่ ชูกลยุทธ์กระจายลงทุนภูธร-ตปท.

เปิดวิสัยทัศน์เลขาฯบีดอไบคนใหม่ ชูกลยุทธ์กระจายลงทุนภูธร-ตปท.

25 ตุลาคม 2555

จากการโยกย้ายข้าราชการครั้งล่าสุดในกระทรวงอุตสาหกรรม หนึ่งในตำแหน่งสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลง

จากการโยกย้ายข้าราชการครั้งล่าสุดในกระทรวงอุตสาหกรรม หนึ่งในตำแหน่งสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลง

คือ ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ได้ อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการบีโอไอ มีผลตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา

ภายหลังการรับตำแหน่งสำคัญ ที่ต้องทำหน้าที่ชักจูงการลงทุนภายใต้ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก บีโอไอจึงต้องปรับเปลี่ยนทิศทางการทำงาน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และสอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน รวมถึงมีงานใหม่ที่บีโอไอต้องทำ คือ การดูแลนักลงทุนไทยที่จะออกไปลงทุนยังต่างประเทศ บีโอไอจึงได้เปิดนโยบายการทำงานของเลขาธิการคนใหม่

อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เปิดเผยว่า แนวทางการทำงานในบีโอไอหลังจากนี้จะให้ความสำคัญใน 3 เรื่อง ประการแรก การปรับทิศทางของบีโอไอให้เหมาะกับเป้าหมายและนโยบายของรัฐบาล รวมถึงให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุน สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก โดยต้องส่งเสริมการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ เช่น จากเดิมจะให้ส่งเสริมการลงทุนตามโซน เพื่อกระจายการลงทุนออกไปยังต่างจังหวัด ก็จะมีการปรับใหม่เป็นแบบไม่ยึดพื้นที่เป็นหลัก แต่จะยึดที่อุตสาหกรรมเป็นหลัก ส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่มในแต่ละภาคและพื้นที่ชายแดน

ขณะที่การให้สิทธิประโยชน์จะมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่ต้องการและก่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ จากเดิมที่ให้สิทธิประโยชน์อยู่ทั้งสิ้น 243 กิจการ ก็จะปรับลดให้เหลือไม่เกิน 100 กิจการ เพราะการให้สิทธิประโยชน์มากจะขาดความชัดเจน มีการกระจายตัวไปในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม แต่ของใหม่จะเจาะลึกเฉพาะกลุ่มที่ไทยต้องการส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น กลุ่มที่เข้ามาลงทุนมากแล้ว สามารถอยู่ได้ตัวเองแล้วก็จะเลิกการให้สิทธิประโยชน์ ขณะที่กลุ่มที่เข้ามาลงทุนยาก หรือเป็นอุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่า จะเข้าไปส่งเสริมมากขึ้น

เปิดวิสัยทัศน์เลขาฯบีดอไบคนใหม่ ชูกลยุทธ์กระจายลงทุนภูธร-ตปท.

 

กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอจะให้ความสำคัญ จะมีกลุ่มที่พัฒนาจากความได้เปรียบโดยธรรมชาติ และการต่อยอดอุตสาหกรรมไทยมีที่ศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตของโลก เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูปจากยางพารา อุตสาหกรรมบริการสุขภาพ และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นต้น

ขณะเดียวกันจะมุ่งเน้นการส่งเสริมเพื่อรองรับแนวโน้มธุรกิจใหม่ของโลก เช่น ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พลังงานทดแทน กิจการเทคโนโลยีชีวภาพ ธุรกิจรองรับสังคมผู้สูงอายุและสุขภาพ โดยนโยบายต่างๆ จะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่นตามศักยภาพ

“การให้สิทธิประโยชน์เยอะจะไม่เห็นความแตกต่างว่าไทยต้องการโฟกัสที่จุดไหน บางรายลงทุนเพื่อผลิต บางรายลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา จึงต้องมีการปรับใหม่ให้สอดคล้องกับกิจกรรมการลงทุน และให้เกิดประโยชน์กับประเทศอย่างสูงสุด โดยนโยบายใหม่จำเป็นจะต้องนำเสนอบอร์ดบีโอไอ ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธานเห็นชอบ ซึ่งคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในปี 2556 และหลังจากนี้บีโอไอจะโฟกัสเรื่องคุณภาพการลงทุน มากกว่าปริมาณการลงทุนที่เป็นตัวเลข”

ขณะเดียวกันการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ บีโอไอจะหันมาทำงานในจุดนี้มากขึ้น โดยจะเข้าไปศึกษาลู่ทางการลงทุนในต่างประเทศ พานักลงทุนไทยเข้าไปสำรวจการลงทุน ตั้งศูนย์พัฒนานักลงทุนไทย และตั้งศูนย์ข้อมูลสำหรับนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อให้นักลงทุนทราบข้อมูลที่สำคัญก่อนการเข้าไปดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมถึงจะจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมารับผิดชอบดูแลนักลงทุนไทยที่ต้องการออกไปลงทุนขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ

ประเทศเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ ได้แก่ 3 ประเทศในอาเซียน คือ พม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย และอีก 2 ประเทศในเอเชีย คือ จีนและอินเดีย ที่นักลงทุนไทยสามารถเข้าไปลงทุนและบีโอไอจะชักจูงนักลงทุนของ 2 ประเทศมาลงทุนไทยด้วย

ความสำคัญประการที่ 2 การส่งเสริมการลงทุนเชิงรุก จากเดิมการส่งเสริมการลงทุนจะเน้นไปที่ปริมาณการลงทุนในแต่ละปี แต่รูปแบบใหม่จะเน้นที่คุณภาพของโครงการให้ตรงตามเป้าหมายมากที่สุด โดยการชักจูงการลงทุนจะมีการเจาะจงประเทศเป้าหมายที่ชัดเจน และแต่ละประเทศจะเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมของประเทศนั้นๆ และได้นักลงทุนที่มีศักยภาพ รวมถึงจะได้เข้าไปชักจูงการลงทุนให้ถูกจุด

ขณะที่การโรดโชว์จะทำอย่างต่อเนื่อง โดยจะพยายามทำควบคู่ไปกับการเดินทางไปต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะไปชักจูงการลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ ส่วนงานของสำนักงานส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ ที่ขณะนี้มีอยู่จำนวน 13 แห่ง ในปี 2555 นี้ จะเปิดสำนักงานเพิ่มที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ซึ่งได้ให้นโยบายให้แต่ละที่ไปรวบรวมข้อมูลของนักลงทุนในแต่ละที่ ว่ามีความต้องการอย่างไร เพื่อที่บีโอไอจะได้ตอบโจทย์นักลงทุนได้ง่ายขึ้น

ประการสุดท้าย จะให้ความสำคัญเรื่องการให้บริการ จะมีการปรับปรุงกฎระเบียบ วิธีการปฏิบัติ เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เน้นอำนวยความสะดวกผ่านสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษี และการบริการที่ครบวงจร โดยจะวัดจากความคุ้มค่าและประสิทธิภาพการลงทุน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ภาคเอกชนเรียกร้องเข้ามามากที่สุดในการเข้ามาลงทุนในเมืองไทย คือ การขาดแคลนแรงงาน และขอให้บีโอไอผ่อนปรนการใช้แรงงานต่างด้าวออกไปอีกนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด และบีโอไอได้ทำโครงการร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อให้มีการฝึกแรงงานมารองรับโครงการลงทุนตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เข้ามาลงทุนแล้วค่อยมาหาแรงงาน

ทั้งนี้ บีโอไอยังคงยืนยันนโยบายการส่งเสริมการลงทุน ที่กำหนดให้ต้องใช้แรงงานไทยเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าว เพราะนักลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ไปแล้ว ดังนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเมืองไทย ก็จำเป็นต้องมีการจ้างแรงงานไทย

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน