
เขย่งดัชนีปีนี้30จุดรับดอกลง เช่าซื้อ-อสังหา-บจ.หนี้เยอะมีเฮ
ดีบีเอส วิคเคอร์ส เพิ่มเป้าดัชนีปีนี้อีก 30 จุด รับ กนง.ลง ดอกเบี้ย 0.25% ธุรกิจเช่าซื้อ-อสังหาริมทรัพย์-บจ.มีหนี้มากได้อานิสงส์
ดีบีเอส วิคเคอร์ส เพิ่มเป้าดัชนีปีนี้อีก 30 จุด รับ กนง.ลง ดอกเบี้ย 0.25% ธุรกิจเช่าซื้อ-อสังหาริมทรัพย์-บจ.มีหนี้มากได้อานิสงส์
ภายหลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตร (R/P) ลง 0.25% จาก 3% เหลือ 2.75% ซึ่งพลิกล็อกจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากตามแล้ว
นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภายหลังจาก กนง.ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มเป้าดัชนีหุ้นสิ้นปี 2555 ขึ้นอีก 30 จุด จาก 1,400 จุด เป็น 1,430 จุด เพราะมองว่าดอกเบี้ยที่ลดลงจะส่งบวกต่อตลาดหุ้น และสอดคล้องกับทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐที่ขยายงบดุล
ฝ่ายวิจัย ระบุว่า ดอกเบี้ยที่ลดลงจะส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งทางฝ่ายวิจัยแนะนำซื้อหุ้น บริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) ที่คาดว่ายอดขายในครึ่งหลังของปี 2555 จะแข็งแกร่ง เนื่องจากจะมีการเปิดขายโครงการใหม่อีก 10 แห่ง มูลค่าขาย 1.16 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้กำไรครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก
ขณะที่แนวโน้มยังคงสดใสต่อเนื่อง เพราะมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) สูงถึง 3.09 หมื่นล้านบาท ณ เดือน ส.ค. 2555 ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทใน 23 ปีข้างหน้า ขณะที่อัตราการเติบโตของกำไร เพิ่มขึ้น 32% และ 35% ตามลำดับ เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่อัตราภาษีเงินได้ลดลง
ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุนในขณะนี้แนะนำให้นักลงทุนเลือกซื้อหุ้นที่ได้รับผลดีจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง เช่น เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) บริษัท ฐิติกร (TK) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป ( TISCO) AP บริษัท ศุภาลัย (SPALI) และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) โดยเฉพาะ ITD น่าจะได้ประโยชน์จากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง เพราะขณะนี้มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูงกว่า 6 เท่า
นอกจากนี้ เชื่อว่าการที่รัฐบาลมีความชัดเจนในการลงทุนรถไฟฟ้าก็น่าจะเป็นผลดีกับ ITD เพราะคาดว่าจะได้รับงานเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดบริษัทเพิ่งได้รับงาน 2 โครงการ มูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท
บล.ธนชาต ระบุว่าหุ้น ได้รับผลดีจากการปรับลดดอกเบี้ยลง เช่น บริษัท ไทยออยล์ (TOP) บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) SPALI และบริษัท แสนสิริ (SIRI) จะมีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าตลาด
กลยุทธ์การลงทุนให้ซื้อเพื่อถือลงทุนในรอบที่สั้นลง กำหนดเป้าหมายผลตอบแทนที่ไม่สูงมากและควรมีจุดตัดขาดทุน เพื่อจำกัดความเสี่ยงขาลง สำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นต้นทุนต่ำอยู่แล้วให้ถือต่อบนเงื่อนไขว่าดัชนีต้องยืนเหนือ 1,300 จุด
นายประพล พรประภา กรรมการ TK กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง จะส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นและบริษัทก็จะมีต้นทุนทางการเงินที่ถูกลงด้วย ซึ่งเร็วๆ นี้จะออกและขายหุ้นกู้อีก 500 ล้านบาท เพื่อระดมเงินในต้นทุนที่ลดลง ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีแหล่งเงินจากการออกหุ้นกู้มากกว่า 1,000 ล้านบาท มีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 4%
สำหรับผลดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และล่าสุดได้ปรับเพิ่มเป้าสินเชื่อจากเดิมที่คาดว่าจะโต 10% เป็น 15% โดยครึ่งปีแรกพอร์ตสินเชื่ออยู่ที่ 7,900 ล้านบาท โตจากช่วงสิ้นปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ 7,500 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้ปรับเป้ารายได้ขึ้นตามสินเชื่อในปีนี้ เพราะจะส่งผลต่อรายได้ในปี 2556 จะโตจากปีนี้ประมาณ 10% บนพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ชะลอตัวไปกว่านี้
“ผลจากดอกเบี้ยที่ลดลงและไตรมาสสุดท้ายเป็นช่วงเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งน่าจะทำให้ประชาชนมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่อยอดสินเชื่อของบริษัท” นายประพล กล่าว
อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ลดลง แต่ในส่วนของบริษัทไม่ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง เพราะที่ผ่านมาในช่วงที่ดอกเบี้ยขึ้นก็ไม่ได้ปรับเพิ่มแต่อย่างใด และทุกวันนี้ดอกเบี้ยที่คิดกับลูกค้าก็อยู่ในระดับกว่า 2% ก็ไม่ได้สูงมากนัก







