posttoday
นโยบายคุมราคาขึ้นค่าจ้างทุบตลาดหมู

นโยบายคุมราคาขึ้นค่าจ้างทุบตลาดหมู

17 ตุลาคม 2555

ผลศึกษาโครงสร้างหมูทั้งระบบ ฟันธง นโยบายรัฐทั้งคุมราคา ขึ้นค่าจ้าง ทำลายระบบตลาด

ผลศึกษาโครงสร้างหมูทั้งระบบ ฟันธง นโยบายรัฐทั้งคุมราคา ขึ้นค่าจ้าง ทำลายระบบตลาด

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ศึกษาร่วมกับสถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจ เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด) ว่าจ้างให้ศึกษาปัญหาโครงสร้างการผลิต การตลาด และโครงสร้างต้นทุนการผลิตสุกร ตั้งแต่กลางปี 2554 เพิ่งแล้วเสร็จ และเสนอให้พิกบอร์ดพิจารณา พบว่าปัญหาสำคัญคือการควบคุมราคาเนื้อสุกรของกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้ประชาชนบริโภคเนื้อสุกรราคาถูก โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนการเลี้ยงของเกษตรกร เป็นการทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในประเทศอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ ผลการศึกษาจึงเสนอให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ศึกษาต้นทุนการเลี้ยงที่สะท้อนความเป็นจริงและปล่อยราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาด หากมีราคาแนะนำควรคำนึงถึงราคาต้นทุนที่แท้จริง ตลอดจนส่งเสริมให้ระบบสหกรณ์เข้ามาช่วย ตั้งแต่การผลิตและการตลาด เพื่อแข่งกับเอกชนรายใหญ่ ที่สำคัฐจะต้องคุมการลักลอบการนำเข้าเครื่องในสุกร และคุมส่วนเหลื่อมราคาหน้าฟาร์มกับราคาจำหน่ายในตลาด

นอกจากนี้ ในรายละเอียดยังได้แยกผลศึกษาออกมา 3 ด้าน 1.ด้านผลิต พบว่ากำไรของผู้ขายเนื้อสุกรมากกว่าผู้เลี้ยงสุกร ฟาร์มใหญ่ขยายตัว โดยเกษตรพันธสัญญาทำให้ผู้เลี้ยงอิสระต้องลดปริมาณ การขาดแคลนแรงงาน

2.ปัญหาอุปสรรคในโครงสร้างตลาด นอกจากการคุมราคา รายใหญ่ขยายตลาดมากเกินแล้ว พบว่าโรคระบาดทำให้ไทยส่งออกได้เฉพาะเนื้อสุกรแช่แข็งและต้มสุก จึงเสียโอกาสทางตลาด โดยปัจจัยสำคัญต่อโครงสร้างตลาดสุกรมาจาก 1.การขยายการเลี้ยงแบบครบวงจรของรายใหญ่ ที่มีช่องทางจำหน่ายสินค้าของตนเอง แต่ผู้จำหน่ายทั่วไปไม่มีช่องทางดังกล่าว 2.นโยบายของภาครัฐ ซึ่งมาจากการขาดแคลนในปี 2554 จึงมีนโยบายห้ามส่งออกสุกร ประเทศคู่ค้าหันไปซื้อประเทศอื่นเช่นเวียดนาม และในภาวะขาดแคลนสุกรมีชีวิตรัฐคุมราคาจำหน่ายเนื้อสุกร จึงเป็นการบิดเบือนกลไกราคาตลาด แต่เมื่อสุกรล้นตลาดรัฐกลับไม่มีนโยบายช่วย

3.ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนการผลิตสุกร ที่สำคัญพบว่ามาจาก เรื่องแรก การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตที่มาจาก ราคาอาหารสัตว์ ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าไฟฟ้า และค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้น แม้จะใช้แรงงานต่างด้าว แต่เมื่อแรงงานต่างด้าวได้ 300 บาทด้วย ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยที่เกษตรกรไม่สามารถบริหารจัดการได้มากนัก นอกจากการประหยัด ปัจจัยต่อมา การเกิดโรคระบาดเป็นระยะๆ ปัจจัยที่สาม การลงทุนในระบบบำบัดน้ำเสีย และสุดท้าย ค่าภาษีสังคมรังเกียจให้เทศบาล เนื่องจากการเลี้ยงก่อให้เกิดมลภาวะทางกลิ่น

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน