
เรียนรู้ยุทธศาสตร์ จากการดีเบตที่สหรัฐ (ตอน 2)
สัปดาห์ที่แล้ว ผมทิ้งท้ายไว้ว่าจะนำ “แนวคิดแบบยุทธศาสตร์” มาวิเคราะห์ดูว่า ทำไม รอมนีย์ จึงดีเบตชนะ โอบามา ขาดลอย 65 ต่อ 27
โดย...เกษมสันต์ วีระกุล
สัปดาห์ที่แล้ว ผมทิ้งท้ายไว้ว่าจะนำ “แนวคิดแบบยุทธศาสตร์” มาวิเคราะห์ดูว่า ทำไม รอมนีย์ จึงดีเบตชนะ โอบามา ขาดลอย 65 ต่อ 27 ทั้งๆ ที่ก่อนการดีเบตทุกโพลต่างยกให้ โอบามา จะชนะขาด
คิดแบบยุทธศาสตร์นั้น ผมเห็นว่า ทีมของ โอบามา วางยุทธศาสตร์ในการดีเบตแบบ “ดูแคลน” หรือประเมินต่ำไปใน 2 เรื่อง คือ
หนึ่งทีมของรอมนีย์ และสองประเมินคนอเมริกันต่ำไป
การประเมิน รอมนีย์ ต่ำไป สะท้อนผ่าน “การเตรียมตัวที่ไม่สมบูรณ์” สำหรับการดีเบตซึ่งผมได้เขียนถึงไปแล้ว ส่วนการประเมินคนอเมริกันต่ำไป สะท้อนผ่านการสื่อสารกับคนอเมริกันก่อนเริ่มต้นการรณรงค์เลือกตั้งซึ่งน้อยเกินไป ซึ่งเรื่องนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด และถ้า โอบามา จะพ่ายแพ้ ก็จะแพ้เพราะเรื่อง “ยุทธศาสตร์การสื่อสาร” นี้
เศรษฐกิจสหรัฐในช่วงที่ โอบามา เข้ามารับตำแหน่งนั้นอยู่ในช่วงตกต่ำก็จริงอยู่ ไม่ว่าใครมาทำก็คงจะทำให้ฟื้นยากนั้นก็จริงอีก ตัวเลขเศรษฐกิจที่ตกต่ำ คนตกงานที่มากขึ้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นก็จริงอีก การจะอธิบายให้ผู้คนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตนั้นต้องมีวิธีการอธิบายที่ดี เป็นขั้นเป็นตอน ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ
แต่ โอบามา ประเมินคนอเมริกันต่ำไปว่า คนอเมริกันคงเข้าใจสถานการณ์ ซึ่งเรื่องนี้ไม่แปลก เพราะคนที่ “อยู่ในตำแหน่ง” ทั่วโลกมักจะ “เข้าใจผิด” ไปเองเสมอว่าตัวเองได้อธิบายมากแล้ว คนเข้าใจแล้ว คนที่ไม่เข้าใจหรือสื่อที่โจมตีมีอคติ ไม่ต้องสนใจมาก เมื่อเข้าใจผิดแบบนี้ทำให้วาง “ยุทธศาสตร์การสื่อสาร” ผิดไปทันที
เมื่อวางยุทธศาสตร์ในการสื่อสารก่อนการรณรงค์ผิด เมื่อถึงเวลาดีเบต โอบามาจึง “ไม่มีทางเลือก” นอกจากจะต้อง “แก้ตัว” ว่าทำไมเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น และต้อง “โจมตี” รอมนีย์ว่า แผนที่เสนอนั้นรัฐบาลเคยทำมาแล้ว ทำไม่ได้ หรือนโยบายของ รอมนีย์ ไม่มีรูปธรรมชัดเจนเพียงพอ
ขณะที่ รอมนีย์ ได้เปรียบตรงสามารถ “โจมตี” เรื่องเศรษฐกิจตกต่ำได้ และที่สำคัญยังมีโอกาส “ขายฝัน” ว่าจะทำโน่นนี่นั่นได้อีก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการเมืองเป็นเรื่องของการขายฝัน สร้างความหวัง สร้างอนาคต หากนักการเมืองไม่สามารถสร้างความหวังในอนาคตให้ประชาชนเห็นได้แล้ว ใครเขาจะมาเลือก
ทีนี้มาดูตอนที่ดีเบตกัน พอเริ่มคำถามแรกที่ว่า “อะไรคือจุดแตกต่างที่สำคัญของนโยบายพรรคคุณในการสร้างงานใหม่ๆ” แล้ว โอบามา เริ่มตอบ ผมถึงกับนั่งงงและตกใจถึงวิธีการตอบของ โอบามา และถามตัวเอง ณ วินาทีนั้น เลยว่า โอบามา “ประมาท” รอมนีย์ ขนาดนี้เลยเหรอ?
เพราะแทนที่จะตอบคำถามอย่างตรงประเด็น เพราะเป็นประเด็นสำคัญที่โดนโจมตีมาโดยตลอด และเวลาก็มีแค่สองนาที โอบามา กลับใช้เวลาเกือบ 40 วินาทีในการพูดวันนี้เป็นการฉลองครบรอบ 20 ปีการแต่งงานกับ ภริยา มิเชลล์ ว่าแปลก เพราะเราต้องมาฉลองร่วมกับคนอีก 40 ล้านคนที่ดูทีวีอยู่ หลังจากนั้นก็ไปแก้ตัวว่า 4 ปีที่แล้วตอนที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ เศรษฐกิจแย่อย่างไร เวลาที่เหลืออีกเกือบนาทีนั้น โอบามาใช้เพื่อโจมตีนโยบายเศรษฐกิจรอมนีย์ ว่าเป็นแผนที่ทำไม่ได้หรอก
เมื่อถึงโอกาสตอบ รอมนีย์กลับโชว์ไหวพริบขั้นเหนือเลยครับ เขาเริ่มด้วยการแสดงความยินดีกับการแต่งงานครบรอบ 20 ปี แล้วก็ดึงเรื่องมาเรื่องเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยภรรยา คือ แอนน์ เป็นตัวเชื่อมโยงมาประเด็นหลักที่เขาต้องการเสนอ
รอมนีย์พูดอย่างนี้ครับ “ ขอแสดงความยินดีกับการครบรอบแต่งงาน 20 ปีต่อท่านประธานาธิบดีและภรรยา ...เมื่อตอนผมออกไปหาเสียงกับภรรยาผม ‘แอนน์’ ก็ได้มีภรรยาของคนอเมริกันทั้งหลายเดินเข้ามาหา แอนน์ และก็เล่าให้ฟังถึงความเดือดร้อนของครอบครัวเธอเหล่านั้น เพราะสามีพวกเธอตกงานอยู่ ดังนั้นผมจึงขอเสนอแนวทางใหม่ในการสร้างงานให้คนอเมริกันที่กำลังเดือดร้อนตกงานกันอยู่ ด้วย 5 มาตรการด้วยกันคือ .............”
เห็นไหวพริบและประโยชน์ของการวางยุทธศาสตร์ และการเตรียมตัวที่ดีกว่ามั้ยครับ โอบามาถึงกับไปไม่เป็น เพราะใน 2 นาทีต่อมาซึ่งเป็นโอกาสของโอบามา ในการพูดถึงนโยบายตัวเองและโจมตีคู่แข่ง โอบามาก็ยังไม่พูดว่าตัวเองจะทำอะไร กลับใช้เวลาส่วนใหญ่โจมตีนโยบายรอมนีย์ โดยเฉพาะประเด็นที่ทีม โอบามา คาดว่าจะเป็นประเด็นที่ รอมนีย์ ตอบไม่ได้ คือ การลดภาษี และการเพิ่มงบการทหาร ในขณะที่ต้องแก้ไขเรื่องงบประมาณขาดดุลว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และโจมตีว่าการลดภาษีนั้นมีแต่คนรวย และบริษัทใหญ่เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์
พอถึง 2 นาทีของ รอมนีย์ ในการโต้กลับบ้าง รอมนีย์ก็เลยถือโอกาสลงรายละเอียดการลดภาษีของเขาว่า จะลดอัตราลงโดยจะไม่ทำให้การขาดดุลเพิ่มขึ้น ด้วยการไปลดการหักค่าลดหย่อนหรือช่องโหว่ต่างๆ ที่มีการใช้ในการเลี่ยงภาษี พร้อมทั้งปฏิเสธหนักแน่นถึงประเด็นที่ โอบามา โจมตี ว่า รอมนีย์ไม่มีแผนลดภาษี 5 ล้านล้านเหรียญ แต่มีแผนลดอัตราภาษีจริงโดยไม่ให้กระทบการขาดดุลงบประมาณที่มากขึ้น พร้อมทั้งอธิบายต่อด้วยว่าแผนการลดภาษีนั้น จะไปเสริมกับมาตรการต่างๆ อย่างไรบ้าง
ในคำถามต่อๆ มา ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวเนื่องกับปัญหาเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ของ โอบามา ก็มาเหมือนเดิม คือมุ่งเน้นโจมตี รอมนีย์ ว่า ไม่มีแผนอะไรสักอย่างที่เป็นรูปธรรม และมักจะวกกลับไปเรื่องการลดภาษี 5 ล้านล้านเหรียญตลอดทุกครั้งที่มีโอกาส ขณะที่ รอมนีย์ เตรียมตัวเลข และข้อมูลมายันกลับ โอบามา ได้ในแทบทุกประเด็น และอ้างกลับได้ด้วยว่าเป็นตัวเลขของรัฐบาลเอง
เมื่อวางยุทธศาสตร์ผิดและไม่สามารถกลับตัวได้ทัน โอบามาจึงมีท่าทีที่ดูช้า อืดอาด ขาดพลัง ชวนง่วงนอนและไม่ค่อยกล้าสบตา หรือตอบโต้เท่าไหร่นัก ตรงกันข้ามกับรอมนีย์ ซึ่งดูมั่นใจและมีพลังมากกว่า จึงไม่น่าแปลกใจอะไรเลยที่ รอมนีย์ จะชนะการดีเบตครั้งนี้แบบขาดลอย
การดีเบตครั้งนี้นอกจากจะสอนเราว่า “ยุทธศาสตร์” เป็นเรื่องสำคัญ แล้วยังสอนให้รู้อีกว่า “จะเอาชนะใจประชาชนได้นั้นต้องทำตัวให้ดี ไม่ใช่มัวแต่ไปโจมตีคู่แข่งให้ดูไม่ดี”







