
ประกันไทยถึงยุค‘ปัจจัยที่5’
ความเสี่ยงเพิ่มดันกำลังซื้อพุ่ง นวกิจเร่งจ่ายน้ำท่วม4หมื่นล.
ความเสี่ยงเพิ่มดันกำลังซื้อพุ่ง นวกิจเร่งจ่ายน้ำท่วม4หมื่นล.
อดีตอธิบดีกรมการประกันภัย วิเคราะห์สังคมไทยเห็นประกันคือสิ่งจำเป็นหลังน้ำท่วมหนัก ดันธุรกิจโต 2 หลักอีกหลายปี
น.ส.พจนีย์ ธนวรานิช อดีตอธิบดีกรมการประกันภัย เปิดเผยว่า ความรู้สึกของสังคมไทยในขณะนี้คือ ประชาชนเห็นว่าประกันภัย และประกันชีวิตมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต และถือเป็นปัจจัยที่ 5 ไปแล้ว ทำให้ธุรกิจประกันภัยมีแนวโน้มที่จะเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักไปอีกหลายปี
ทั้งนี้ เพราะประกันวินาศภัยให้ความคุ้มครองด้านทรัพย์สิน น้ำท่วม รถยนต์ อัคคีภัย ภัยก่อการร้าย ทำให้นักธุรกิจไม่ต้องกังวลเรื่องต่างๆ สามารถให้เวลากับการทำธุรกิจได้เต็มที่ ใช้เวลาในการวางแผนการดำเนินธุรกิจ โดยมีประกันเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ส่วนประกันชีวิตก็เป็นเรื่องการออม การลงทุน การประกันสุขภาพ รวมทั้งการเดินทาง
“ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นหลังน้ำท่วมหนักในปี 2554 ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนเห็นประกันมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ขณะที่นักธุรกิจได้เห็นบทเรียนแล้วว่า ทรัพย์สินที่ทำประกันภัยไว้ได้รับการดูแล และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะไม่สามารถชดเชยได้ทั้ง 100% แต่ถ้าไม่ได้ทำประกันภัยไว้จะไม่มีหน่วยงานใดมาชดเชยความเสียหาย” น.ส.พจนีย์ กล่าว
นายปิติพงศ์ พิศาลบุตร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นวกิจประกันภัย (NKI) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าในการจ่ายสินไหมทดแทนน้ำท่วมปลายปี 2554 ที่ผ่านมา มีการชดใช้สินไหมแล้ว 60% ของวงเงินรวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท เหลือประมาณ 40% จะทยอยจ่ายสินไหมในปีนี้ให้เสร็จ โดยจะไม่มีผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทในปีนี้มากนัก เพราะได้ทำการบันทึกบัญชีในปี 2554 แล้ว
สำหรับ 40% ที่เหลือของสินไหมน้ำท่วมนั้น ส่วนใหญ่เป็นลูกค้ารายใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรม โดยมีหลายปัจจัยที่ทำให้การจ่ายสินไหมล่าช้า เพราะจำนวนผู้สำรวจความเสียหายและผู้ประเมินราคาไม่เพียงพอ การสั่งซื้อเครื่องจักรต้องใช้เวลารอคอย ซึ่งบริษัทประกันภัยต่อจะดูอย่างละเอียด
“การจ่ายสินไหมจะจ่ายตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ไม่ได้จ่ายตามที่ลูกค้าเรียกร้อง เช่น เงื่อนไขรับประกันภัยเครื่องจักรผลิตได้ 100 ชิ้น แต่เครื่องจักรใหม่ที่สั่งเข้ามาผลิตได้ 150 ชิ้น การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะชดใช้เงื่อนไขที่ต้นทุน 100 ชิ้น ส่วนที่เกินลูกค้าต้องรับผิดชอบ แต่บางคนไม่เข้าใจก็มองว่าประกันภัยต่อจ่ายไม่ครบ” นายปิติพงศ์ กล่าว







