
กระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยประชานิยมหรือลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยประชานิยมหรือลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแม้ว่าพายุ “แกมี” จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ภูมิอากาศบ้านเราในช่วงนี้ยังค่อนข้าง
โดย...รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยประชานิยมหรือลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแม้ว่าพายุ “แกมี” จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ภูมิอากาศบ้านเราในช่วงนี้ยังค่อนข้าง “มัวซัว” ผสมกับภาวะเศรษฐกิจก็ยังคง “ซึมๆ” ทำให้จิตใจของคนเราหม่นหมองไปพอสมควร สะท้อนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่แล้วต่อเนื่องถึงสัปดาห์นี้ ที่แม้จะทะลุระดับ 1,300 จุด แต่ก็ไปไหนไม่ไกลและกลับถอยหลัง ปิดต่ำกว่าระดับนี้ที่ 1,294 จุด ในวันอังคาร
ซึ่งไม่เพียงในประเทศไทยที่ต้องลดเป้าการเติบโตของจีดีพี หรือผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) เหลือเพียงใกล้ๆ 5% จีดีพีโลกเองก็ถูกลดเป้าลงใกล้ๆ 3% เช่นกัน สะท้อนเศรษฐกิจที่ถดถอยในยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัวดีในสหรัฐ และที่กลับชะลอตัวลงในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่เป็นความหวังของเศรษฐกิจโลกอย่างจีนก็อาจโตใกล้ๆ 7% ซึ่งคงมีใช้แค่ประคองตัวเลี้ยงประชากรมหาศาลในประเทศ คงไม่สามารถไปเกื้อกูลพลเมืองโลกได้
ดังนั้น กลไกในการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ คงไปหวังพึ่งการส่งออกไปต่างประเทศไม่ค่อยได้ ซึ่งสถิติการส่งออกในแต่ละเดือนก็ค่อนข้างชัดเจนว่า “ลุ้นไม่ขึ้น” โดยเฉพาะในภาคเกษตรที่กลับหดตัวลง ทั้งๆ ที่ตลาดนี้เป็นจุดแข็งของเรามาโดยตลอด จีดีพีที่จะเติบโตได้จึงต้องพึ่งเครื่องยนต์อีก 2 เครื่องคือ การบริโภคภายในและการลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตได้ตามเป้า
ความแตกต่างของการดำเนินนโยบายทั้ง 2 ขึ้นกับความยากง่ายของการดำเนินการ ผลที่คาดหวังในระยะสั้นหรือระยะยาว และกลุ่มเป้าหมายที่เป็น “ฐานเสียง” ของพรรคการเมือง จึงสามารถคาดเดาได้ว่ารัฐบาลโดยพรรคการเมืองจะให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการบริโภคภายใน โดยใช้นโยบายประชานิยมซึ่งง่ายที่จะดำเนินการ เห็นผลเร็ว และสามารถสนองความต้องการของฐานเสียง ที่จะช่วยสนับสนุนให้รัฐบาลสามารถปกครองประเทศได้เรื่อยๆ จนกว่าจะเจอมรสุมทั้ง “ในและนอกฤดูกาล”
นโยบายประชานิยมไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังแรก รถคันแรก แท็บเล็ตชั้นประถม ยืดหนี้ทั้งหนี้ดีหนี้เสีย ค่าจ้าง 300 บาท เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท หรือแม้แต่นโยบายจำนำข้าว จะช่วยให้ผู้ที่ได้สวัสดิการเหล่านี้ (ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นประชาชนระดับ “รากหญ้า” ที่เป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ) มีรายได้สูงขึ้น ทำให้มีกำลังซื้อมากขึ้นและสามารถกระตุ้นการบริโภคภายในตลอดจนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้
ไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเห็นได้ว่ารัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายเหล่านี้ภายในช่วงปีแรกของการบริหารประเทศ และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการเหล่านี้ก็เป็น “ฐานเสียง” ที่สำคัญของรัฐบาลนี้ ผิดกับนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ไปไม่ถึงไหน ซึ่งถ้าคิดตามความเป็นธรรม ก็เป็นเรื่องยากสำหรับ “ทุกรัฐบาล” ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบขั้นตอนราชการที่หยุมหยิม และ “มุ่งจับผิด” ทำให้ข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานภาครัฐเลือกที่จะ “เกียร์ว่าง” เพราะถ้าคิดนอกกรอบ ก็เสี่ยงที่จะถูกสอบ
นอกจากนี้ การจัดสรรผลประโยชน์จากการลงทุนซึ่งเป็นเม็ดเงินมหาศาลก็เป็นอุปสรรคใหญ่ของการดำเนินนโยบาย ทำให้โครงการลงทุนเหล่านี้มัก “ถูกเบรก” เมื่อมีการเปลี่ยนผู้บริหาร ยิ่งเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ก็ยิ่งยากที่จะเห็นโครงการนั้นดำเนินการได้ ทั้งกว่าจะเห็นผลสำเร็จก็เป็นเรื่องในระยะยาวที่ “คนตัดสินใจ” อาจไม่ได้ใช้เพราะ “อยู่ไม่ถึง”
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากโครงสร้างพื้นฐานเป็น “ภาคธุรกิจ” ซึ่งมีจำนวนคนน้อยกว่า และไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคการเมือง ดังนั้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแม้จะเป็นอนาคตที่สดใสของประเทศ แต่ก็เป็นปัจจุบันที่มืดมนยากที่บรรลุผลสำเร็จได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาปัจจัยการพัฒนาของประเทศต่างๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างก็เติบโตจากผลพวงของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ประเทศสิงคโปร์ที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และสามารถตัดสินใจในเรื่องยากๆ โครงการใหญ่ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่วนประเทศที่ด้อยพัฒนาและประเทศที่ต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ล้วนมีรัฐบาลที่เลือกใช้นโยบายประชานิยมหรือสวัสดิการสังคมในอดีต ที่ได้ผลแค่ระยะสั้นแต่ก่อให้เกิดภาระและวิกฤตในระยะยาว
นโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแม้จะไม่เห็นผลในระยะใกล้ๆ แต่จะได้รับความชื่นชมในอนาคต ส่วนนโยบายประชานิยมแม้จะได้รับความชื่นชมในปัจจุบัน แต่ก็อาจถูกก่นด่าสาปแช่งในอนาคต
อยากจะได้รับคำด่าหรือคำชมตอนไหนคงต้องชั่งใจรัฐบาล







