
‘จีอี’ปูทางทิ้งBAY
โยนบิ๊กล็อตเหลือไม่ถึง25%ฟันกำไรหุ้นปันผล1.2หมื่นล.
โยนบิ๊กล็อตเหลือไม่ถึง25%ฟันกำไรหุ้นปันผล1.2หมื่นล.
“จีอี” ทิ้ง BAY ขายบิ๊กล็อต 8.6% ให้สถาบัน ปูทางขายอีก 24.31% ให้พันธมิตรใหม่ เลี่ยงทำเทนเดอร์ฯ ฟันกำไรปันผลขายหุ้นล็อตแรก 1.2 หมื่นล้านบาท
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เปิดเผยว่า กลุ่มจีอี แคปปิตอล อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง คอร์ปอเรชั่น (จีอี) ได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ในธนาคารจำนวน 523.43 ล้านหุ้น หรือ 8.62% ของทุนจดทะเบียน ให้กับนักลงทุนสถาบันผ่านรายการใหญ่ (บิ๊กล็อต) โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) มอร์แกน สแตนเลย์ เป็นผู้จัดจำหน่าย
ขณะเดียวกัน กลุ่มจีอีแจ้งว่าจะไม่ขายหุ้นของธนาคารเพิ่มเติมภายในระยะเวลา 180 วัน เว้นแต่จะเป็นการขายหุ้นส่วนที่เหลือทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมดที่ถืออยู่ตามกลยุทธ์ของกลุ่มจีอี หรือตามแต่ที่กลุ่มจีอีจะได้ตกลงกับมอร์แกนฯ
การขายหุ้นบิ๊กล็อตทำผ่านกระดานในประเทศจำนวน 207.57 ล้านหุ้น และกระดานต่างประเทศ 315.86 ล้านหุ้น ในราคาเฉลี่ยหุ้นละ 31.26 บาท โดยเมื่อหักค่าธรรมเนียมซื้อขายและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จะทำให้กลุ่มจีอีได้เงินไปสุทธิ 16,317.58 ล้านบาท และเมื่อหักต้นทุนที่เข้ามาซื้อในปี 2550 ในราคาหุ้นละ 16 บาท จะได้กำไรจากการขายหุ้นล็อตนี้จำนวน 7,942.70 ล้านบาท และเมื่อรวมเงินปันผลที่รับมาจำนวน 5,000 ล้านบาท ทำให้ขณะนี้กลุ่มจีอีได้กำไรจากการเข้ามาลงทุนใน BAY แล้วจำนวน 12,942.70 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หลังการขายหุ้นล็อตนี้ กลุ่มจีอีคงเหลือการถือหุ้นจำนวน 1,476.57 ล้านหุ้น หรือ 24.31% ของทุนจดทะเบียน
ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า โดยปกติแล้วเวลาที่ธนาคารพาณิชย์มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ ต้องแจ้งมายัง ธปท.ด้วยทุกครั้ง แต่กรณีของจีอีนั้นยังไม่ได้รับรายงาน และไม่ทราบว่าขายหุ้นออกไปเพราะอะไร
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของธุรกิจสถาบันการเงินไทยนั้นยังมีความน่าสนใจอยู่ ซึ่งจะเห็นว่าธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศเอเชีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แสดงความสนใจที่จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เพียงแต่ยังติดกฎเกณฑ์ของ ธปท.ที่ยังไม่เปิดใบอนุญาตใหม่ ดังนั้นถ้าต้องการเข้ามาทำธุรกิจในช่วงนี้จริง คงต้องใช้วิธีซื้อกิจการ หรือเป็นพันธมิตรร่วมกับสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาต
นายมนตรี ศรีไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET ปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่ากลุ่มเมย์แบงก์จากมาเลเซียเป็นหนึ่งในนักลงทุนสถาบันที่เข้าซื้อหุ้น BAY จากกลุ่มจีอี โดยยืนยันว่ากลุ่มเมย์แบงก์ไม่ได้เกี่ยวข้อง เพียงแต่เมย์แบงก์มีนโยบายที่จะลงทุนในธุรกิจธนาคารเท่านั้น
ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองว่าการขายบิ๊กล็อตของจีอีเพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นลงให้เหลือเพียง 25% เพื่อเตรียมตัวสำหรับการขายหุ้นส่วนที่เหลือให้พันธมิตรใหม่ โดยไม่ถูกบังคับให้ทำคำเสนอซื้อหุ้น (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) ตามเกณฑ์
ที่ผ่านมามีข่าวว่า 2 ธนาคารจากมาเลเซีย คือ เมย์แบงก์ และซีไอเอ็มบีแบงก์ สนใจที่จะเข้าลงทุนใน BAY
ทั้งนี้ ในระยะสั้นราคาหุ้น BAY อาจตอบรับเชิงลบ เนื่องจากราคาขายที่ 31.30 บาทต่อหุ้น ต่ำกว่าราคาหุ้นในกระดาน และสร้างความผิดหวังให้ตลาดพอสมควร เพราะก่อนหน้านี้มีการเก็งกำไรประเด็นดังกล่าวมาก จนทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงสุดที่ 37 บาท รวมทั้งยังมีประเด็นที่ยังคงกดดันในช่วงสั้น จากความไม่ชัดเจนของพันธมิตรใหม่ และจะซื้อหุ้นที่ราคาเท่าไหร่
สำหรับระยะกลางถึงยาวมองว่าการปรับตัวลงของหุ้นเป็นจังหวะเข้าซื้อเพื่อลงทุน เพราะปัจจัยพื้นฐานยังไม่เปลี่ยนแปลง และคาดการณ์การเติบโตที่โดดเด่นช่วง 3 ปีข้างหน้า จึงยังคงแนะนำซื้อ BAY ให้ราคาเป้าหมาย 38 บาท เพราะเป็นธนาคารที่มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) เร่งตัวแรงที่สุดในกลุ่มจาก 9.2% ในปีที่ผ่านมา สู่ระดับ 16.2% ในปี 2557







