posttoday
QE หายไปไหน?

QE หายไปไหน?

24 กันยายน 2555

ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.65-30.95 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

โดย...ปารีณา พ่วงศิริ

ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.65-30.95 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งยังถือเป็นระดับที่แข็งค่าขึ้นจากในช่วงเดือนที่ผ่านมา และอาจมีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นตามปัจจัยทางเทคนิคและกระแสข่าวที่จะออกมากำหนดทิศทางตลาดแบบรายวัน ดังนั้นการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจึงถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจในช่วงนี้

สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา จริงๆ แล้วไม่ได้มีปัจจัยใหม่มากระทบตลาดแบบถล่มทลายเหมือนในสัปดาห์ก่อนหน้าที่การประกาศมาตรการ QE 3 ทำให้ตลาดเงินและตลาดหุ้นต่างพากันพุ่งกระฉูดขึ้น อย่างไรก็ตาเราก็ยังคงเห็นควันหลงจากการอัดฉีดยากระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่จากฝั่งสหรัฐอยู่ ทั้งจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำและน้ำมันดิบที่ต่างพากันปรับตัวในช่วงขาขึ้น รวมถึงค่าเงินในภูมิภาคเอเชียที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง หลังจากเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามากันยกใหญ่ ทำให้หลายฝ่ายต่างพากันตื่นตัวเรื่องปัญหาเงินเฟ้อที่อาจจะตามมาหลอกหลอนได้ในภายหลัง แต่ถ้าหากเราพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานจริงๆ แล้ว เศรษฐกิจโลกยังคงแสดงอาการซบเซา และยังไม่มีสัญญาณว่าอุปสงค์จะฟื้นตัวนัก สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index : PMI) ของเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐ ยูโรโซน หรือแม้กระทั่งจีนที่ประกาศออกมาในปลายสัปดาห์ ยังแสดงสัญญาณชะลอตัว และอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 (หากต่ำกว่า 50 หมายถึง หดตัว แต่หากสูงกว่า 50 หมายถึง ขยายตัว) ดังนั้นการปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีอุปสงค์มารองรับ จึงเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่น่าเกิดขึ้น ทำให้เรื่องปัญหาเงินเฟ้อยังไม่ใช่ประเด็นที่ต้องกังวลมากนักในระยะนี้

ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดตลาดที่ระดับ 30.82 และอยู่ต่ำกว่า 31 ตลอดทั้งสัปดาห์ โดยมีแรงเทขายทำกำไรจากนักลงทุนบ้างหลังจากที่แข็งค่าขึ้นถึง 1.95% จากเดือนก่อน โดยยังเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินในภูมิภาคอยู่ ในระหว่างสัปดาห์ แบงก์ชาติได้ออกมาตอกย้ำความมั่นใจว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทยังไม่น่ากังวลและกระแสเงินทุนไหลเข้าออกยังอยู่ในภาวะปกติ และหากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นเช่นนั้นจริง เงินริงกิตของมาเลเซียปรับแข็งค่ามากถึง 2.23% ขณะที่เงินเหรียญสิงคโปร์และเหรียญไต้หวันแข็งค่า 2.21% และ 2.60% ตามลำดับ ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/บาท อยู่ที่ระดับ 30.78 (เวลาประมาณ 17.50 น.)

ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.3126 และถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน แต่มีการปรับอ่อนค่าลงบ้างในช่วงระหว่างสัปดาห์ ในช่วงต้นสัปดาห์นั้น การประชุมรัฐมนตรีคลังยูโรโซนออกมาไม่มีความคืบหน้ามากนัก ทั้งเรื่องการขอความช่วยเหลือทางการเงินของสเปนที่ยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากทางรัฐบาลสเปนยังคงเล่นแง่และอยากรอดูเงื่อนไขการร้องขอความช่วยเหลือของอีซีบีก่อนที่จะตกลง ในส่วนของกรีซ ดูท่าทางแล้วคงไม่สามารถรัดเข็มขัดได้ตามคำขอที่เจ้าหนี้ต้องการได้ทันเวลา และมีความเป็นไปได้ที่อาจชวดเงินช่วยเหลือก้อนที่สอง รวมถึงการหารือการจัดตั้ง Banking Union ที่บ่งชี้ถึงความเห็นที่แตกต่างของผู้นำภายในกลุ่มประเทศยูโรโซน ดังนั้นใบเบิกทางที่อีซีบีได้ออกไว้ให้ก่อนหน้า ผ่านมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรแบบไม่จำกัดจำนวน (Outright Monetary Transactions : OMT) อาจจะไม่สามารถซื้อเวลาได้มากอย่างที่คาดไว้ หากยูโรโซนยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างอย่างจริงจัง ณ วันศุกร์ ยูโร/เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ระดับ 1.3012 (เวลาประมาณ 17.50 น.)

ค่าเงินเยนในสัปดาห์ที่ผ่านมา แบงก์ชาติญี่ปุ่นออกมาสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด ด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยอีกคน โดยประกาศเข้าซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติมถึง 10 ล้านล้านเยน หลังจากที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่มีท่าทีว่าจะฟื้นตัว ประกอบกับเงินเยนได้แข็งค่าขึ้นตามผลของมาตรการ QE 3 จากสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบอย่างหนัก หลังการประกาศมาตรการรอบใหม่ เงินเยนปรับอ่อนค่าลงบ้างในช่วงปลายสัปดาห์ อย่างไรก็ตามปัญหาความขัดแย้งกับประเทศจีนเรื่องหมู่เกาะในทะเลจีนใต้นั้นยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่น่าติดตาม เพราะนอกจากจะสร้างความร้าวฉานทางการทูตของทั้งสองประเทศยักษ์ใหญ่แล้ว ยังอาจส่งผลกระทบด้านการค้า การลงทุน และการส่งออก ซึ่งแน่นอนว่ามีนัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/เยน อยู่ที่ระดับ 78.16 (เวลาประมาณ 17.50 น.)

สำหรับตลาดพันธบัตรไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับขึ้นเล็กน้อยในวันศุกร์ 0.02% 0.02% และ 0.05% มาอยู่ที่ 3.18% 3.38% และ 3.71% ตามลำดับ เนื่องจากตลาดหุ้นเอเชียปรับบวก ทำให้มีแรงเทขายพันธบัตรออกมา และตลาดรอดูแผนการออกพันธบัตรรัฐบาลในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2556 ที่จะประกาศออกมาในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้คาดว่านักลงทุนจะกลับเข้าซื้อเมื่ออัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 7 และ 10 ปี และพันธบัตร ธปท. อายุ 3 ปี ในสัปดาห์ที่ผ่านมาออกมาดี จากอุปสงค์ที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนจาก Bid-to-coverage ratio ระหว่าง 1.9-2.5 เท่า

สำหรับตัวเลขที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การรายงานภาวะเศรษฐกิจสำหรับเดือน ส.ค.จากแบงก์ชาติ รวมถึงตัวเลขการส่งออกไทยจากกระทรวงพาณิชย์ ที่น่าจะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งแรงขับเคลื่อนจากในประเทศอยู่ นอกจากนี้ยังมีตัวเลขเศรษฐกิจจากต่างประเทศที่สำคัญที่น่าจับตามองด้วย อาทิ ดัชนีกิจกรรมการผลิตอุตสาหกรรมของสหรัฐ โดยเฟดสาขาต่างๆ (ชิคาโก ดัลลัส ริชมอนด์ และแคนซัสซิตี) ดัชนีราคาบ้าน S&P/Case-Shiller ดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของยูโรโซน รวมถึงการสำรวจภาวะธุรกิจเยอรมนีของสถาบัน IFO

 

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย