
เจริญซิว‘เคแลนด์’40%
ได้มาจากซื้อเอฟแอนด์เอ็น เพอร์เฟค-พิจิตตเล็งขอถก
ได้มาจากซื้อเอฟแอนด์เอ็น เพอร์เฟค-พิจิตตเล็งขอถก
“เสี่ยเจริญ” ได้เคแลนด์ 40% ติดปลายนวมไทยเบฟซื้อเอฟแอนด์เอ็น ด้านเพอร์เฟคแย้ม ดร.พิจิตตเตรียมหารือหลังดีลจบ
นายชายนิด โง้วศิริมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดเผยว่า การที่บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ และบริษัท ทีซีซี แอสเซทท์ ของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เข้าซื้อหุ้นบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทดังกล่าว มีผลให้กลุ่มทุนของนายเจริญกลายมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน หรือเคแลนด์ โดยปริยาย
ทั้งนี้ เพราะบริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มเอฟแอนด์เอ็น และกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ตั้งแต่ปี 2548 เพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในระดับไฮเอนด์ เช่น คอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์เดอะ พาโน พระราม 3 บ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ ภายใต้แบรนด์เดอะ แกรนด์ และทาวน์เฮาส์ ภายใต้แบรนด์เออร์เบิน สาทร โดยบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัท
สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นในปัจจุบันกลุ่มเอฟแอนด์เอ็นมีหุ้นอยู่ในเคแลนด์ 40.44% พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค 20.22% และนายพิจิตต รัตตกุล 14.0449%
“เราก็มีความยินดีและถือว่าเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งแนวทางหรืออนาคตของเคแลนด์นับจากนี้คงต้องรอให้กระบวนการซื้อเอฟแอนด์เอ็นเรียบร้อยก่อน ทางคุณพิจิตตในฐานะประธานกรรมการของเคแลนด์คงจะไปหารือกับผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ต่อไป” นายชายนิด กล่าว
นอกจากนี้ ยังต้องรอดูความชัดเจนอีกว่า จะมีการจัดสรรกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือเอฟแอนด์เอ็นที่มีมูลค่ากว่า 1.8 แสนล้านบาทอย่างไร หลังจากล่าสุดได้จัดลักษณะความร่วมมือกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับไฮเนเก้นลงตัวแล้ว โดยปัจจุบันเอฟแอนด์เอ็นมี 4 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ กลุ่มเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ กลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มสิ่งพิมพ์
สำหรับกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจกล่าวได้ว่า เอฟแอนด์เอ็นเป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของสิงคโปร์ที่มีทั้งที่อยู่อาศัย เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ การบริหารกองทุนต่างๆ ห้างค้าปลีก 9 แห่ง ในสิงคโปร์ ซึ่งรวมถึงเดอะเซ็นเตอร์พ้อยท์ แหล่งช็อปปิ้งชั้นนำของสิงคโปร์ด้วย
ขณะที่แผนการลงทุนของเคแลนด์ ก่อนที่จะมีการซื้อขายหุ้นในเอฟ แอนด์ เอ็นได้เคยประกาศนโยบายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ระหว่างเจรจากับกลุ่มผู้พัฒนาคอมมูนิตีมอลล์รายใหญ่ เพื่อร่วมกันพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกบนทำเลพระราม 3 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่ประมาณ 15 ไร่ ที่ติดกับโครงการคอนโดมิเนียม เดอะ พาโน
ในเบื้องต้นที่ดินแปลงดังกล่าวจะพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม และคอมมูนิตีมอลล์ เดิมคาดว่าจะสรุปภายในสิ้นปีนี้ พร้อมวางแผนจะพัฒนาคอนโดมิเนียมใหม่โครงการใหม่ระดับราคาเบื้องต้น 2 แสนบาทต่อ ตร.ม. หรือเริ่มต้นประมาณ 10 ล้านบาทต่อยูนิต และเดิมจะเปิดตัวในปี 2556







