
ไชนา คอมเพล็กซ์ สู่ไทยทาวน์ ยุทธศาสตร์ใหม่'อาซือหม่า กรุ๊ป'
หลังโครงการศูนย์กระจายสินค้า ไชนา ซิตี คอมเพล็กซ์ มูลค่าลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านบาท ย่านบางนาพับแผนไปใน 2 ปีที่ผ่านมา
หลังโครงการศูนย์กระจายสินค้า ไชนา ซิตี คอมเพล็กซ์ มูลค่าลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านบาท ย่านบางนาพับแผนไปใน 2 ปีที่ผ่านมา
วันนี้อาซือหม่า กรุ๊ป กลับมาใหม่ ด้วยโครงการไทยทาวน์ ศูนย์ค้าส่งสินค้าไทยในเมืองคุนหมิง ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาท ศูนย์ค้าส่งแห่งนี้ จะเป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจค้าขายระหว่างไทยจีน ที่จะขยายไปอีกหลายแห่งในจีน และแน่นอนอาซือหม่า กรุ๊ป ยังไม่ทิ้งแผนผุดไชนา ซิตี คอมเพล็กซ์ ในประเทศไทย
“จริงๆ แล้ว ทั้งสองโครงการนี้ อาซือหม่า กรุ๊ป ตั้งใจทำเป็นโครงการคู่ขนานระหว่างไทยจีน เพื่อส่งเสริมผู้ผลิตสินค้าเอสเอ็มอีในเมืองไทย ซึ่งมีศักยภาพมากบุกตลาดประเทศจีน แต่การเข้ามาครั้งก่อน ยอมรับว่ามีปัญหา ทำให้โครงการถูกมองในด้านลบ ครั้งนี้จึงอยากทำให้โครงการไทยทาวน์ในคุนหมิงประสบความสำเร็จเสียก่อน แต่เรายังไม่ละทิ้งโครงการไชนา ซิตี คอมเพล็กซ์ในเมืองไทย” ต่ง หงฉี ประธานกลุ่มบริษัท อาซือหม่า กรุ๊ป กล่าว
ทั้งนี้ อาซือหม่า กรุ๊ป ร่วมมือกับบริษัท พาวเวอร์ ยูนิตี้ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจค้าขายกับประเทศจีน เปิดโครงการไทยทาวน์ หรือศูนย์ค้าส่งสินค้าไทยในเขตเศรษฐกิจพิเศษจิงไค เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน มูลค่าการลงทุน 1,280 ล้านหยวน หรือประมาณ 6,400 ล้านบาท ไทยทาวน์เป็นอาคาร 10 ชั้น พื้นที่กว่า 2 หมื่นตารางเมตร ตั้งอยู่ในโครงการ International Jewelry City of Kunming รวมทั้งอยู่รวมกับเขตอุตสาหกรรมอีกหลายแห่ง เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปยาสูบ เครื่องดื่ม และอัญมณี
แน่นอนด้วยทำเลที่ตั้งของโครงการไทยทาวน์ ที่อยู่ในเมืองคุนหมิง ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จีนต้องการเชื่อมเส้นทางการค้าจากจีนสู่ประเทศในกลุ่มอาเซียน ด้วยลงทุนสร้างเส้นทาง R3A เชื่อมระหว่างคุนหมิงกับประเทศไทย ผ่านลาว โดยใช้เวลาประมาณ 2 วัน และยังมีเส้นทาง R3B ที่ตัดผ่านประเทศพม่า รวมทั้งมีโครงการเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากคุนหมิงจนถึงสิงคโปร์ จะกลายเป็นเส้นทางการค้าสำคัญต่อไปในอนาคต และเป็นโอกาสที่เอสเอ็มอีไทยไม่ควรมองข้าม
สำหรับแปลนของโครงการไทยทาวน์ ชั้นแรก เป็นพื้นที่สำหรับขายสินค้าสดจากประเทศไทย รวมทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต ชั้น 23 เป็นกลุ่มสินค้าหัตถกรรม ชั้น 4 อัญมณี ชั้น 5 ศูนย์อาหารไทย (ฟู้ด คอร์ต) ชั้น 6 เชนร้านอาหารไทย ชั้น 7-9 เป็นพื้นที่สำนักงานของรัฐบาลและชั้น 10 เป็นสปา
ประธานอาซือหม่า กรุ๊ป วางเป้าหมายว่า ภายใน 5 ปี จะมีเอสเอ็มอีไทยมาเปิดร้าน 100-200 ราย คาดว่าจะมีผู้เช่า 40-50% ใน 1 ปี หลังจากเปิดโครงการในเดือน เม.ย. 2556 ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างอยู่ที่ 80-90% ทั้งนี้คาดว่าโครงการไทยทาวน์จะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี โดยกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นทั้งนักธุรกิจจีนที่สนใจขายสินค้าไทย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากเมืองไทย รวมทั้งประชาชนทั่วไปในเมืองคุนหมิง และโอกาสขยายสู่ประชากรอีก 1,300 ล้านคนของจีน โดยและมีแผนขยายไทยทาวน์สู่เมืองอื่นๆ ต่อไป เช่น หยางโจวและเสิ่นเจิ้น เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ความกังวลของผู้ประกอบการไทย คือ การถูกลอกเลียนแบบสินค้า ซึ่ง ทฤษฎี สิทธิประเสริฐ รองประธานกรรมการ พาวเวอร์ ยูนิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า ในฐานะที่บริษัทค้า-ขายกับจีนตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา สินค้าที่เป็นงานฝีมือ หรืองานหัตถกรรมไทย เป็นสิ่งที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เพราะถือเป็นสินค้าที่วัฒนธรรม ที่ต้องใช้จิตวิญญาณในการสร้างสรรค์งานเหล่านี้ ดังนั้น จึงมองว่า แทนที่จะกลัวถูกจีนลอกเลียนแบบ ให้มองว่าเป็นโอกาสที่จะค้าขายได้มากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าคนจีนเก่งเรื่องค้าขาย
“ในโครงการไทยทาวน์ เราจะมีทีมฝ่ายขายเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี ในการทำการค้ากับคนจีน ซึ่งต้องยอมรับว่าคนจีนค้าขายเก่ง ขณะที่เรามีฝีมือในการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมต่างๆ ทั้งผ้าทอ ซึ่งลอกเลียนแบบได้ยาก ขณะที่จากการสำรวจสินค้าไทยเหล่านี้เป็นที่ยอมรับของคนจีน โดยเฉพาะในมณฑลยูนนาน ซึ่งมีทั้งคนไท เผ่าต่างๆ ที่มีความใกล้ชิดกับประเทศไทย” ทฤษฎีกล่าว
สำหรับต่ง หงฉี ประธานอาซือหม่า กรุ๊ป กล่าวว่า การลงทุนในโครงการไทยทาวน์ครั้งนี้ จะทำให้เอสเอ็มอีไทยแจ้งเกิดในประเทศจีนให้ได้ ด้วยความรู้สึกที่ต้องรับผิดชอบที่มีต่อเอสเอ็มอีไทยหลังจากต้องพับแผนโครงการไชนา ซิตี คอมเพล็กซ์ ไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เขายอมรับว่า แม้ครั้งก่อนเขาจะสูญเสียจากการเข้ามาในเมืองไทย แต่ก็มีคนไทยที่ได้ประโยชน์ แต่ครั้งนี้อยากให้คนไทยมองโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงการค้าระหว่างไทย-จีนผ่านโครงการนี้ ตามสุภาษิตจีนที่กล่าวว่า “ใครที่คว้าโอกาสแต่เนิ่นๆ ก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างรวดเร็ว”







