posttoday
ชาวบ้านช็อค "กองทุนส่งเสริมการประกันภัยภิบัติ" ไม่จ่ายสินไหมน้ำท่วมเหนือ

ชาวบ้านช็อค "กองทุนส่งเสริมการประกันภัยภิบัติ" ไม่จ่ายสินไหมน้ำท่วมเหนือ

19 กันยายน 2555

โดย...วารุณี อินวันนา

โดย...วารุณี อินวันนา

กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ถูกจัดตั้งขึ้นด้วยงบประมาณของแผ่นดิน วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อรับประกันบ้านที่อยู่อาศัยของประชาชนรายย่อยเป็นหลัก ให้ได้รับการดูแลเมื่อประสบภัยพิบัติน้ำท่วม แผ่นดินไหว และลมพายุ หลังจากถูกปฏิเสธจากบริษัทประกันต่างประเทศที่ขยาดมาตรการรับมือน้ำท่วมของรัฐบาลไทย

เนื่องจาก หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 สร้างความเสียหายร่วม 4.68 แสนล้านบาท ทำให้บริษัทประกันภัยไม่รับประกัน เพราะกลัวขาดทุน ที่ยังรับประกันก็มีการปรับเบี้ยประกันขึ้นถึง 15%

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมดูท่าจะซ้ำรอยเดิม เมื่อพายุเข้าในภาคเหนือ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน 11 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ 43 อำเภอ 232 ตำบล 1,278 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 1.42 แสนคน จาก 5.77 หมื่นครัวเรือน และมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างขึ้นทุกวัน

ในบางอำเภอของ จ.กำแพงเพชร อ่างทอง สระแก้ว สุโขทัย ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหนักเร่งยกของขึ้นที่สูง เดินทางด้วยเรือ

แต่ปรากฏว่า ผู้ที่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติไว้ไม่ได้รับการชดเชยจากกองทุน ซึ่งประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้เหตุผลว่า ไม่เข้าเงื่อนไขภัยพิบัติของกองทุน

สำหรับภัยพิบัติตามเกณฑ์ของกองทุนคือ หนึ่ง การจะประกาศเป็นเขตภัยพิบัติจะต้องเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ใช่เป็นการประกาศจากหน่วยงานในท้องถิ่น ซึ่งครั้งนี้ประกาศโดย ปภ.ของแต่ละจังหวัด

สอง แม้ครั้งนี้จะเสียหายเกิน 2 ราย แต่มีเงื่อนไขล็อกไว้อีกถึง 2 ชั้น คือ จะต้องสร้างความเสียหายรวมกันเกินกว่า 5,000 ล้านบาท และน้ำจะต้องท่วมขังติดต่อกัน 60 วัน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเพิ่งผ่านมาเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น และเป็นลักษณะของท่วมแล้วลด แล้วกลับมาท่วมใหม่ ถือว่าเป็นคนละเหตุการณ์

สาม หากเป็นแผ่นดินไหว ความรุนแรงจะต้องระดับ 7 ริกเตอร์ขึ้นไป หรือกรณีวาตภัย ลมพายุ ต้องมีความเร็วลมตั้งแต่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

สี่ ไม่คุ้มครองทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐกำหนดให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำ ซึ่งภาครัฐได้ให้ความช่วยเหลือโดยตรงอยู่แล้ว เช่น พื้นที่กักเก็บน้ำ หรือทางน้ำผ่าน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

ขณะที่ความรู้สึกของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมในขณะนี้ ไม่ใช่น้ำท่วมธรรมดา แต่เป็นภัยพิบัติ ปริมาณน้ำยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายในวงกว้าง

แม้แต่ ปภ.ในแต่ละจังหวัดประกาศชัดว่าเป็นภัยพิบัติ ควรจะได้รับการชดใช้ความเสียหายจากประกันภัยพิบัติที่ซื้อไว้ แต่กลับห่างไกลคำนิยามของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ

หากภาครัฐต้องการที่จะให้กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ เข้ามาดูแลและคุ้มครองประชาชนรายย่อย ควรทบทวนนิยามคำว่าภัยพิบัติให้สามารถจับต้องได้และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ตั้งเงื่อนไขไว้สูงไม่ต่างจากบริษัทเอกชนที่แสวงหากำไรจากการรับประกันภัย

ที่ผ่านมา คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ มีการปรับเงื่อนไขและแนวทางการขายประกันภัยพิบัติให้กับบริษัทประกันวินาศภัยมาตลอด จึงควรมีการปรับเงื่อนไขความคุ้มครองอีกครั้งเพื่อประชาชน

เนื่องจากรัฐบาลได้ใช้งบประมาณแผ่นดินก้อนใหญ่ 3.5 แสนล้านบาท ในการบริหารจัดการน้ำ สร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในหลายพื้นที่ และภาครัฐยืนยันว่าโอกาสที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมหนักเช่นปลายปี 2554 ที่ผ่านมาจึงเป็นไปได้ยาก

การอ้างอิงเหตุการณ์น้ำท่วมขึ้นในปลายปี 2554 แล้วนำมากำหนดคำนิยามภัยพิบัติจึงควรจะผ่อนคลายลง

นอกจากนี้ หากจะอ้างอิงความเสียหายจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็ควรจะพิจารณาลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศที่ภาครัฐออกมาประกาศอยู่ตลอดว่าไทยมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้

หากยังไม่มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้ประชาชนสามารถจับต้องได้ โอกาสที่ประชาชนจะได้รับการดูแลจากกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ จึงไกลเกินเอื้อมถึง เพราะนอกจากจะมีการป้องกันน้ำท่วมด้วยงบประมาณมหาศาลแล้ว ยังตั้งเงื่อนไขไว้สูงลิบลิ่ว

แม้จะไม่มีรายงานว่าในจำนวนผู้ที่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ 1 แสนราย วงเงินความคุ้มครองรวม 1 หมื่นล้านบาท ได้รับความเสียหายกี่ราย เป็นมูลค่าความเสียหายเท่าไหร่ แต่จะเป็นเหตุการณ์ที่จะทำให้ประชาชนที่กำลังจะซื้อประกันต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งว่ากองทุนส่งเสริมการประกัน ภัยพิบัติตั้งขึ้นมาเพื่อคุ้มครองประชาชนจริงหรือไม่ หรือตั้งขึ้นมาด้วยเหตุผลทางการเมือง?

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่