
"กขช." ขอ 4 แสนล้านโปะจำนำข้าว
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีแต่ข่าวน่าสนใจทั้งนั้น เริ่มจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลรอบใหม่ที่ฤดูกาลผลิตปี2555/2556 ที่รัฐบาลเตรียมทุ่มเงินเข้าไปอีก 4.5 แสนล้านบาท โดยยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้เสนอ ครม.ให้กระทรวงการคลังกู้เงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 4.05 แสนล้านบาท เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการรับจำนำข้าวรอบใหม่ที่คาดว่าจะมีปริมาณ 25.822 ล้านตัน จากทั้งหมด 33 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 1.65 แสนล้านบาท และข้าวนาปี 2.4 แสนล้านบาท เนื่องจากเงินที่ได้จากการขายข้าวในสต๊อกรัฐรอบแรกยังไม่ได้คืน แถมการระบายข้าวล็อตแรกเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ กขช. ยังอนุมัติระบายข้าวออกมาเพียงแค่ 2.29 แสนตัน ได้เงินแค่ 3,973 ล้านบาท จากที่เปิดประมูลทั้งหมด 7.5 แสนตัน โดยอ้างว่าผู้ประกอบการที่แห่มายื่นซองเสนอราคาประมูลทั้งหมด 30 รายนั้น มีผ่านเกณฑ์ราคากลางในการประมูลเพียงแค่นี้ แต่ราคาขายข้าวที่ระบายออกไปนั้นถือว่าสูงกว่าราคาตลาดเล็กน้อย
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีแต่ข่าวน่าสนใจทั้งนั้น เริ่มจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลรอบใหม่ที่ฤดูกาลผลิตปี2555/2556 ที่รัฐบาลเตรียมทุ่มเงินเข้าไปอีก 4.5 แสนล้านบาท โดยยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้เสนอ ครม.ให้กระทรวงการคลังกู้เงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 4.05 แสนล้านบาท เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการรับจำนำข้าวรอบใหม่ที่คาดว่าจะมีปริมาณ 25.822 ล้านตัน จากทั้งหมด 33 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 1.65 แสนล้านบาท และข้าวนาปี 2.4 แสนล้านบาท เนื่องจากเงินที่ได้จากการขายข้าวในสต๊อกรัฐรอบแรกยังไม่ได้คืน แถมการระบายข้าวล็อตแรกเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ กขช. ยังอนุมัติระบายข้าวออกมาเพียงแค่ 2.29 แสนตัน ได้เงินแค่ 3,973 ล้านบาท จากที่เปิดประมูลทั้งหมด 7.5 แสนตัน โดยอ้างว่าผู้ประกอบการที่แห่มายื่นซองเสนอราคาประมูลทั้งหมด 30 รายนั้น มีผ่านเกณฑ์ราคากลางในการประมูลเพียงแค่นี้ แต่ราคาขายข้าวที่ระบายออกไปนั้นถือว่าสูงกว่าราคาตลาดเล็กน้อย
ต่อด้วยโครงการรับซื้อยางจากเกษตรกรวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่เริ่มทำมาตั้งแต่กลางเดือน มิ.ย. มีเป้าหมายดึงราคายางให้กลับมาแตะระดับ 100 บาท/กก. แต่ขณะนี้ราคายางก็ยังไม่กระเตื้องยังอยู่ที่ 77 บาท/กก. ล่าสุดต้องออกมาตรการเพิ่มเติมด้วยการสั่งระงับส่งออกยางพาราทุกชนิดเป็นเวลา 6 เดือน (1 ต.ค. 2555-31 มี.ค. 2556) ตามข้อตกลงที่ประชุมสภามนตรีไตรภาคียางพารา (ไอทีอาร์ซี) มีเป้าหมายที่จะลดปริมาณยางในตลาดให้ได้ 3 แสนตัน คาดว่าจะช่วยดึงราคายางกลับมาแตะระดับ 100 บาท/กก.ได้ ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้นจะต้องลดปริมาณการส่งออกยางให้ได้ 1.5 แสนตัน โดยจะขอความร่วมมือผู้ส่งออกให้ลดการส่งออกจากฐานการส่งออกปีก่อนลง 10% แล้วจะประเมินผลทุกเดือน หากราคายังไม่กระเตื้องขึ้นก็จะขยายเวลามาตรการออกไปอีก
ขณะเดียวกันค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) รอบเดือน ก.ย.ธ.ค. 2555 ก็ปรับเพิ่มขึ้น 18 สต./หน่วย ส่งผลให้ค่าเอฟทีรอบนี้เป็น 48 สต./หน่วย และเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานจะทำให้ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 3.71 บาท/หน่วย ซึ่งการปรับขึ้นครั้งนี้ยังต่ำกว่าตัวเลขที่จะต้องปรับขึ้นอีก 38.24 สต./หน่วย เพราะเกรงว่าจะเป็นภาระต่อประชาชนมากเกินไป โดยดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ส่งสัญญาณว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าในปี 2556 มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลจากมีภาระสะสมการชดเชยค่าเอฟทีในรอบปี 2555 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ต้องเกลี่ยทยอยจ่ายคืนรวม 1.05 หมื่นล้านบาท โดยจะนำไปเฉลี่ยปรับขึ้นค่าเอฟทีรอบละ 6.55 สต./หน่วย
ส่วนการประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังวุ่นๆ อยู่เพราะมีข่าวลือหนาหูว่า อาจต้องล้มการประมูลไป เพราะค่ายมือถือยักษ์ใหญ่บางค่ายไม่พร้อม เลยออกอาการงอแง ให้ล้มประมูลก่อน แต่ทาง พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. มั่นใจว่า ไม่มีการล้มประมูลแน่นอน ส่วนประเด็นฮั้วประมูลจะไม่เกิดขึ้น เพราะเอกชนจะต้องเลือกย่านของคลื่นความถี่ที่ดีที่สุดให้กับองค์กรของตน เพราะใบอนุญาตนั้นมีอายุ 15 ปี มูลค่าธุรกิจเป็นแสนล้าน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดการตกลงกัน โดยขณะนี้เตรียมประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านคุณสมบัติในวันที่ 10 ต.ค. และจะเปิดประมูลวันที่ 16 ต.ค. คาดว่าจะประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลได้ระหว่างวันที่ 1922 ต.ค. ก่อนให้ไลเซนส์อย่างเป็นทางการได้ช่วงต้นเดือน พ.ย.
ปิดท้ายด้วยค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้านิสสันที่อาจหาญออกมาชนกับการปรับฐานภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ของกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ว่า ไม่ยุติธรรม เป็นการเอื้อให้รถยนต์ไฮบริดจ่ายภาษีสรรพสามิตน้อยกว่ารายอื่นๆ โดยบอสใหญ่ของนิสสันอย่าง ทาคายูกิ คิมูระ ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่กรมสรรพสามิตกำลังอยู่ระหว่างการศึกษานั้น ต้องการให้รัฐบาลใช้เกณฑ์การปล่อยค่าไอเสีย หรือ CO2 เป็นตัวกำหนดอัตราการเสียภาษีมากกว่าดูที่เทคโนโลยีเครื่องยนต์เป็นหลัก ไม่เช่นนั้นจะทำให้รถยนต์ไฮบริดได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ รายเดียว ทั้งๆ ที่ฮอนด้าและนิสสันต่างก็เร่งออกรถยนต์ประหยัดพลังงานขนาดมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ออกมาตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่กลับได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีน้อยกว่า







