
เศรษฐกิจ ปันผล การเมือง...ดีกว่าคาด
ผมเขียนคอลัมน์นี้ครั้งที่แล้วเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2553 (และมีกำหนดการที่จะเขียนเดือนละ 1 ครั้งในวันศุกร์ที่สามของทุกเดือน) ระหว่างเวลาที่ผ่านมา 4 สัปดาห์ ปัจจัยหลายๆ อย่างปรากฏตัวในภาพที่ดีกว่าคาด (เศรษฐกิจ, เงินปันผล) หรือแย่น้อยกว่าที่คิด (การเมือง) ทำให้ดัชนีราคาหุ้นไทย ขึ้นตอนเรื่องมาทำจุดสูงสุดนิดๆ ที่ 760 จุด พร้อมๆ กับที่เงินลงทุนของต่างชาติ กลับเข้ามาสุทธิ ซื้อคืนอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยที่ว่าดีกว่าคาดกับแย่น้อยกว่าคิด ในรอบ 4 สัปดาห์ สรุปอีกทีนะครับ
ตัวเลขเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2553ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ปี 2552 ของไทย ที่ประกาศออกมาดีเกินคาดมาก คือ โต 5.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (คือเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2551)
และถ้าดูตัวเลขเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2552 ก็โตขึ้นถึง 3.6% จากไตรมาส 3
ขณะที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจของเดือน ม.ค.ก.พ. 2553 ก็ดูใช้ได้ (โดยยังไม่นับรวมปลายเดือน มี.ค.เม.ย. ว่าจะมีผลกระทบจากการเมืองมากน้อยเพียงใด) ยอดขายรถยนต์ที่ดูคึกคักขึ้น ยอดต้องรีบซื้อโอนบ้านและคอนโดให้ทันก่อนสิ้นสุดมาตรการลดหย่อนภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนการจำนอง ยอดส่งออกที่โตขึ้น 31% ในเดือน ม.ค. อัตราการใช้กำลังผลิต ระดับ 68% ในเดือน ม.ค.
ตัวเลขเงินปันผลของทั้งตลาดหลักทรัพย์ของงวดบัญชีปี 2552 ที่มาประกาศจ่ายกันหนักๆ ในช่วงประมาณเดือน มี.ค.นี้ เห็นได้ชัดว่าตัวเลขเงินปันผลสูงขึ้นกว่าของงวดปี 2551 มากพอสมควร และสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่บรรดาสำนักวิจัยส่วนใหญ่ประมาณการกันไว้ก่อนหน้านี้
ผลจากการที่จ่ายปันผลหนักขึ้น ตัวเลขประกาศระดับอัตราผลตอบแทนปันผล (Dividend Yield) ของตลาด ณ ระดับดัชนีใดๆ จึงมีค่า Dividend Yield ที่สูงขึ้น เช่น เดิมที่ระดับดัชนี 675 จุด มี Dividend Yield ที่ 4% ขณะนี้ตัวเลข Dividend Yield เพิ่มเป็น 4.50% เป็นต้น
การเมืองที่ถูกจับตาด้วยความวิตก ทั้งวันที่ 26 ก.พ. ที่จะตัดสินคดียึดทรัพย์และการชุมนุมของม็อบเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. จนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่าเหตุการณ์ยังดำเนินผ่านไปได้ในระดับดีกว่าที่กังวล ขณะนี้ยังไม่ปรากฏเหตุการณ์ที่รุนแรง แม้จะผ่านมาถึงวันที่ 18 มี.ค. 2553 แล้วก็ตาม แนวโน้มขณะนี้จึงมีโอกาสน้อยลงที่จะเกิดความรุนแรงหนักๆ
ผลจากปัจจัย 3 อย่างนี้ที่ดีกว่าคาด การประเมินระดับความน่าสนใจลงทุนในหุ้นโดยมองแบบปัจจัยทางพื้นฐาน ณ ระดับดัชนีต่างๆ จึงน่าจะปรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นบ้าง เช่นที่ผ่านมา ผมมีความเห็นว่า ระดับดัชนี 700 จุด ผมคิดว่าน่าลงทุนในหุ้นประมาณ 40% ของ Port และถ้าดัชนีสูงขึ้นทุกระดับ 25 จุด ก็จะทยอยลดน้ำหนักลงทุนลงทีละ 5%
ซึ่งขณะนี้ดัชนีได้ขึ้นมากว่า 750 จุด ถ้าเป็นสถานการณ์ช่วงกลางเดือน ก.พ. ก่อนที่จะมีปัจจัย 3 อย่างที่ดีขึ้นตามที่เรียนข้างต้น ผมก็คงต้องเห็นว่าควรลดน้ำหนักหุ้นลงเหลือ 30% ตามโมเดลใหม่นี้ น้ำหนักการลงทุนคงเป็นที่ 40% ของพอร์ต
หลังจากนี้ไป หากดัชนีราคาขึ้นขยับหรือลงทุกๆ 25 จุด ก็ยังคงต้องปรับน้ำหนักลงทุนทุกๆ ระดับ 25 จุด ตามตารางที่แสดงสรุปให้ดูครับ
ทำไมผมมองระดับการถือหุ้นในพอร์ตไว้แค่4050% ในดัชนี 750 ลงไปถึง 700 จุด ตัวเลขนี้แสดงว่า ตลาดหุ้นไม่น่าสนใจหรืออย่างไร กว่าจะเพิ่มน้ำหนักลงทุนไปที่ 8090% มีหวังต้องรอลูกฟลุกให้ดัชนีไหลไปที่ 550500 จุด
ผมอยากเรียนคุณๆ ผู้อ่านว่า สำหรับผมแล้วตัวเลขที่ 50% ของ Port ถือว่าเป็นการแสดงความน่าสนใจลงทุนในหุ้นมากแล้ว มากพอๆ กับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้บริษัทชั้นดี หรือกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งมีระดับดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนกองทุนในระดับเหมาะสมกับอายุตราสารและความเสี่ยงครับ จึงต้อง 50:50
มีปัจจัยบวกอะไรอีกที่อาจทำให้หุ้นขึ้นต่อไปถึง 800 จุด หรือกว่านั้น มีครับ เช่น
1.การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทย (ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองเสียก่อน) และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
2.กระแสเงินลงทุนในตลาดหุ้นจากต่างชาติ การเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องมาเกือบ 4 สัปดาห์ หากสถานการณ์การเมืองไทยไม่ทรุดตัวลงไปให้วิตกอีก ความหวังที่จะเห็นเงินต่างชาติเข้ามาอีกก็ยังเป็นไปได้
3.หากมีความคืบหน้าในเรื่องมาบตาพุดเพิ่มเติม
4.การชุมนุมทางการเมืองยุติลงโดยสงบ
มีปัจจัยลบอะไรไหม ที่อาจทำให้หุ้นไทยปรับตัวลงไปหา 700 จุดใหม่ ก็มีเหมือนกันครับคือ
l การเมืองและการม็อบเป็นเรื่องหลักเลย จนถึงขณะนี้เนื่องจากม็อบยังไม่เลิก และถึงแม้รอบนี้จะเลิก แต่เป็นที่ทราบดีถึงความไม่ลงรอยกันอย่างหนักของกลุ่มคนจำนวนมาก ทุกขณะของการลงทุนในปีนี้ คงต้องเผื่อใจไม่ทุ่มสุดตัว ต้องเผื่อเม็ดเงินไว้เพิ่มน้ำหนักตอนหุ้นปรับตัวลงด้วยครับ
l ภาคการท่องเที่ยวและโรงแรมของไทย เริ่มได้รับผลกระทบบ้างแล้ว และหากม็อบเล่นยืดเยื้อผลกระทบก็อาจถึงขั้นเป็นข่าวดังได้
l การถอนมาตรการทางการเงิน การคลังของนานาประเทศ ที่เคยทุ่มสุดตัวในปีก่อนถึงต้นปีนี้ มีหลายๆ สำนักวิจัยกังวลว่าจังหวะถอนตัวที่ว่า อาจทำให้หุ้นปรับตัวลงได้พอสมควร
l การลงทุนโดยตรงของไทย หากกรณีมาบตาพุด มีอาการล่าช้าติดขัดหรือมีผู้ลงทุนข้ามชาติประกาศย้ายฐาน หรือแอบย้ายฐานแบบไม่ประกาศก็ตาม
l ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ เช่น วิกฤตหนี้สาธารณะของบางประเทศ ฯลฯ
ท้ายนี้ขอประชาสัมพันธ์ การจัดอบรมเรื่อง
“เจาะลึก IFRS (มาตรฐานบัญชี) ที่จะเริ่มใช้ในปี 2554 (4 ฉบับ)” ของสมาคมที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1 เม.ย.นี้ โดยมี ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์ เป็นวิทยากร 6 ชั่วโมง จัดที่โรงแรมโฟร์วิงส์ มีค่าใช้จ่ายในการอบรม สนใจติดต่อที่ 0222923556, 022292329 คุณณัทญา






