
‘กนอ.-สหรัตน’สงบศึกสร้างเขื่อน
กนอ.-สหรัตนนคร ยุติศึก ถอนฟ้องศาลชิงพื้นที่สร้างเขื่อนป้องน้ำ
กนอ.-สหรัตนนคร ยุติศึก ถอนฟ้องศาลชิงพื้นที่สร้างเขื่อนป้องน้ำ
ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างบริษัท สหรัตนนคร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้กองทัพ โดยกรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ กองพลพัฒนาที่ 1 เข้าก่อสร้างแนวป้องกันน้ำชั่วคราวรอบนิคมอุตสาหกรรมให้แล้วเสร็จ โดยในวันที่ 30 ส.ค.นี้ บริษัท สหรัตนนคร จะทำบันทึกส่งมอบพื้นที่ให้กับ กนอ. ขณะที่ กนอ.จะเป็นผู้รับผิดชอบความมั่นคงของเขื่อน
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่าย กนอ.จะเป็นผู้ออกล่วงหน้าให้ก่อน ส่วนเงินชำระคืนผู้บริหารแผนจะโอนสิทธิการรับเงินประกันภัยที่จะได้จากน้ำท่วมครั้งก่อนไปให้ กนอ.ทั้งหมด ขณะที่ส่วนเงินต่างที่เกิดขึ้นต้องมาพิจารณาว่ามีส่วนต่างเท่าไหร่ โดย กนอ.และบริษัท สหรัตนนคร ต้องมาหารือกันว่าจะมีวิธีการชำระคืนอย่างไร หากวงเงินประกันมากกว่าค่าใช้จ่ายก่อสร้างแนวป้องกัน กนอ.จะคืนเงินให้ แต่หากไม่พอบริษัท สหรัตนนคร จะต้องนำรายได้ในอนาคต อาทิ การขายที่ดิน ค่าส่วนกลางที่เก็บจากนักลงทุนในพื้นที่จ่ายคืนกับ กนอ. โดยอาจเป็นลักษณะผ่อนจ่าย
ขณะที่คดีความที่ทั้งสองฝ่ายไปยื่นเรื่องต่อศาลล้มละลายกลางนั้นจะไปถอนคำร้องเช่นกัน
สำหรับการดำเนินการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำชั่วคราวจะเริ่มดำเนินการทันที สร้างแนวป้องกันน้ำชั่วคราวสูง 7.5 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีความกว้างของสันเขื่อน 3 เมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จกลางเดือน ต.ค.ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันว่าจะใช้ดินในพื้นที่ใช้ในการก่อสร้าง หากมีไม่เพียงพอค่อยนำดินจากข้างนอกเข้ามา จากเดิมที่ทางกองทัพวางแผนจะใช้ดินลูกรังจากพื้นที่อื่นเอาเข้ามาก่อสร้างทั้งหมด เพื่อลดต้นทุนการก่อสร้างให้เหลือน้อยที่สุด โดยค่าก่อสร้างยังคงต้องมาคำนวณใหม่ จากเดิมที่ทางบริษัทสหรัตนนครคำนวณไว้ที่ 30 ล้านบาท และทางกองทัพคำนวณไว้ที่ 47 ล้านบาท
**“จะมีการตั้งคณะทำงานที่มีกนอ. กองทัพ บริษัทสหรัตนนคร เป็นตัวแทนทำงานร่วมกัน เพื่อกำกับตรวจสอบการดำเนินการให้โปร่งใส ดูแลต้นทุนการก่อสร้างให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุด” ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ กล่าว
**นอกจากนี้ กนอ.ยังได้ช่วยประสานงานกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลขอช่วยผ่อนผันการจ่ายหนี้ค่าน้ำให้บริษัทสหรัตนนคร ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากผู้บริหารแผนรายเดิมไม่ยอมชำระ จำนวน 5 ล้านบาท







