
สวดจำนำข้าวทำสต็อกพุ่งชี้ระบายยาก
นายกฯส่งออกสวดยับจำนำข้าวทำสต็อกพุ่ง ยันระบายไม่ทันแน่นอนเหตุทั่วโลกค้างสต็อกอื้อ ซัดปิดตาเอกชนคลำข้าวบีบประมูล
นายกฯส่งออกสวดยับจำนำข้าวทำสต็อกพุ่ง ยันระบายไม่ทันแน่นอนเหตุทั่วโลกค้างสต็อกอื้อ ซัดปิดตาเอกชนคลำข้าวบีบประมูล
เมื่อวันที่ 29 ส.ค. คณะกรรมาธิการการ (กมธ.) พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกประชุมหารือถึงความคืบหน้าการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยมีการเรียกปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและนายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทยมาชี้แจงถึงผลกระทบจากโครงการ โดยเฉพาะปัญหาการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาล
นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ชี้แจงว่า ขณะนี้การระบายข้าวถือว่าประสบวิกฤตอย่างมาก เพราะรัฐบาลใช้กลไกอำนาจรัฐกำหนดราคาข้าวซึ่งสูงกว่าราคาตามกลไกตลาด ระยะเวลาเพียง 10 เดือนที่ผ่านมาสะท้อนว่านโยบายนี้ไม่ประสบความสำเร็จและไม่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร โดย 7 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลสูญเสียงบประมาณไปแล้วถึง 4 หมื่นล้านบาท คาดว่าใน 1 ปีจะพุ่งสูงถึง 7 หมื่นล้านบาท รวมค่าบริหารโครงการตกประมาณเกวียนละ 2 พันบาท รวมเป็น 4 หมื่นล้านบาท ทำให้รวมแล้วเสียงบประมาณสูงถึง 1.1 แสนล้านบาท
“งบประมาณข้างต้นส่งผลให้ข้าวไทยที่ส่งออกมีราคาเอฟโอบีที่ตัวเลขประมาณ 900 ดอลลาร์ต่อตัน ในขณะที่อินเดีย เวียดนาม และปากีสถานตกอยู่ที่ประมาณ 400 ดอลลาร์ต่อตันเท่านั้น”นายวิชัยกล่าว
นายวิชัย กล่าวว่า ไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถระบายข้าว 18 ล้านตันข้าวเปลือกหรือคิดเป็น 11 ล้านตันข้าวสารได้ จากการที่รัฐบาลอ้างว่ารอให้ประเทศอื่นระบายข้าวหมดและความต้องการซื้อข้าวจะพุ่งสูงขึ้นนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะขณะนี้นโยบายการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ยังขายไม่ได้ซักเม็ด ประกอบกับในประเทศอินเดียยังเหลือข้าวค้างสต๊อก 26 ล้านตัน เวียดนามยังเหลือ 6-7 ล้านตัน ทั้งนี้การส่งออกข้าวที่หมุนเวียนในตลาดโลกมีเพียง 35 ล้านตันเท่านั้น จึงอยากถามว่าไทยจะระบายข้าวได้อย่างไรในเมื่อประเทศอื่นก็ต้องเร่งระบายที่มีจำนวนมากเช่นกัน ขณะเดียวกันเริ่มมีเกษตรกรไทยหันมานิยมปลูกข้าวมากยิ่งขึ้นจากนโยบาย 1.5 หมื่นบาท ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณข้าวไหลเข้าสู่การจำนำของรัฐบาลเป็นจำนวนมากขึ้นไปอีก
“นี่ยังไม่นับรวมข้าวจากเวียดนามที่แห่เข้ามาขายในประเทศไทย เนื่องจากเห็นเม็ดเงินจากโครงการรับจำนำ ดังนั้นเชื่อว่าปริมาณข้าวค้างสต๊อกในประเทศจะระบายไม่ทันแน่นอน”นายวิชัยกล่าว
นายวิชัย ยังกล่าวถึง การเปิดให้เอกชนยื่นซองประมูลข้าว 7.5 แสนตันเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ว่า จำนวนผู้เข้าร่วมประมูลมีเพียง 30 เจ้า นับว่าลดต่ำลงกว่าหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเห็นว่ากระบวนการนี้ไม่ยุติธรรมต่อภาคเอกชน เนื่องจากผู้ที่เข้าประมูลไม่ทราบว่าคุณภาพข้าวดีตรงตามเสปกหรือไม่ เพราะบริษัทเซอร์เวเยอร์จะตรวจสอบเฉพาะข้าวที่รับจำนำขาเข้าเท่านั้น แต่ขาออกจะปล่อยไปตามสภาพไม่มีการตรวจสอบคุณภาพแต่อย่างใด ดังนั้นกระบวนการนี้ถือว่าสร้างความเสียหายมากที่สุด เพราะบีบบังคับให้เอกชนไปซื้อโดยไม่มีมาตรฐาน ซ้ำยังมีข้อห้ามไม่ให้เอกชนฟ้องรัฐด้วย หากได้ข้าวที่ไม่ตรงตามที่ต้องการ
ทั้งนี้ นายวิชัย ยังเปิดเผยตัวเลขส่งออกเปรียบเทียบในช่วงก่อนและหลังโครงการรับจำนำข้าวเปลือกว่า ราคาส่งออกก่อนรับจำนำอยู่ที่ 17,091 บาท หลังรับจำนำราคาสูงขึ้นเป็น 20,912 บาทถือว่าสูงขึ้น 22.4% แต่ราคาดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณส่งออกก่อนรับจำนำที่เคยอยู่ที่ 7.33 ล้านตันลดลงเหลือเพียง 3.96 ล้านตันหลังรับจำนำ ซึ่งลดฮวบถึง 46% ในขณะที่มูลค่าส่งออกก่อนรับจำนำที่มีมูลค่า 125,261 ล้านบาท กลับเหลือเพียง 82,832 ล้านบาทหลังรับจำนำ ลดลงถึง 33.9%
สำหรับบรรยากาศในที่ประชุมที่มีนายชนินทร์ รุ่งแสง สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์นั่งเป็นประธานการประชุมนั้น ปรากฎว่าผู้ชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาลทั้งหมดไม่ได้เข้าร่วมการประชุมด้วย อาทิ นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พ.ต.ต.ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า(อคส.) จึงทำให้น.พ.วรงค์ เดชวิกรม สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทีปรึกษา กมธ เสนอให้ประธานส่งหนังสือเรียกตัวตาม พ.ร.บ.ออกคำสั่งของ กมธ. เนื่องจากไม่ได้มาชี้แจงติดต่อกันถึง 2 ครั้ง และไม่ยอมส่งตามที่ กมธ.ร้องขอ ซึ่ง กมธ.ซีกพรรคประชาธิปัตย์ให้การสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมลงความเห็นว่าในวันที่ 30 ส.ค.เวลา 10.00 น.จะนัด กมธ.มาหารือเพื่อลงมติส่งหนังสือเตือนไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องให้มาชี้แจง ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว และหากยังไม่มาชี้แจง ก็จะทำคำสั่งเรียกต่อไป







