
ปตท.ยุบ30บริษัท จากเครือ200แห่ง
ปตท.รีดไขมันในเครือกว่า 200 แห่ง เล็งยุบ 30 บริษัทลูกที่ซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ปตท.รีดไขมันในเครือกว่า 200 แห่ง เล็งยุบ 30 บริษัทลูกที่ซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน ปตท. เปิดเผยว่า ปัจจุบันกลุ่ม ปตท. มีบริษัทในเครือกว่า 200 บริษัท แต่มีประมาณ 30 บริษัทที่ ปตท.ได้เข้าไปลงทุนเมื่อ 20 ปีก่อน และไม่ได้ดำเนินธุรกิจ หรือทำธุรกิจที่ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศ เช่น มาเลเซีย จีน และฟิลิปปินส์ เป็นต้น อาทิ บริษัท Keloil-PTT sdn.Bhd. ในประเทศมาเลเซีย ที่ ปตท.ถือหุ้นอยู่ 40% เพื่อจะใช้นำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) จากไทย แต่ปัจจุบันไทยไม่มีก๊าซแอลพีจีให้ส่งออกอีก และยังต้องนำเข้าเพิ่ม ส่งผลให้บริษัทดังกล่าวไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปตท.จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาจะถอนหุ้นออก
ขณะที่ในประเทศจีน ปตท.มีทั้งการลงทุนในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน และธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ จำนวนมาก เช่น บริษัท PetroAsia ในเมืองต่างๆ และยังมีบริษัทในเครือของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ซึ่งมีบริษัทในเครือที่ต้องปิดเยอะ เพราะมีการดำเนินการที่ซ้ำซ้อนกันในช่วงที่มีการควบรวมกิจการ
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ปตท.มีนโยบายลดขนาดองค์กรในทุกๆ บริษัทในเครือ ปตท. เพื่อที่จะตัดการลงทุนที่ไม่จำเป็นในบริษัทที่เคยลงทุนในอดีตแล้วไม่มีการดำเนินธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน หรือที่ขาดทุนจากการลงทุน หรือบริษัทที่มีความซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการควบรวมกิจการบริษัทในเครือเข้าด้วยกัน เพื่อให้ ปตท.คล่องตัวในการดำเนินกิจการ และเพิ่มขีดความสามารถในอนาคต ภายในการค้าเสรีต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งลดผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าบริษัทใดที่เป็นบริษัทขนาดเล็ก หรือดำเนินธุรกิจไม่ใหญ่มาก สามารถที่จะควบรวมกิจการในเครือเข้าด้วยกันได้ หรือไม่มีความจำเป็นที่จะดำเนินกิจการต่อไป
นายไพรินทร์ กล่าวถึงการสนับสนุนราคาพลังงานในประเทศว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีการอุดหนุนราคาแอลพีจี ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หรือเอ็นจีวี และราคาน้ำมันดีเซลให้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เรื่องเหล่านี้จะสิ้นสุดทั้งหมดตั้งแต่ปี 2558 หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) คาดว่ารัฐบาลจะต้องดำเนินนโยบายราคาตลาดเป็นเรื่องแรก ซึ่งขณะนี้ประเทศอินโดนีเซียได้ประกาศลอยตัวราคาน้ำมันแล้ว เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่เออีซี ขณะที่ไทยต่อไปคงชดเชยพลังงานเฉพาะกลุ่ม และจะลดการช่วยเหลือลงเรื่อยๆ
“ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลก็ต้องพิจารณาดูว่าจะใช้วิธีในการทยอยปรับขึ้นราคาพลังงานตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงปี 2558 หรือเลือกที่จะตรึงราคาพลังงานไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2558 แล้วปรับขึ้นราคาทีเดียว ซึ่งหากเลือกวิธีหลังนี้ ก็อาจจะต้องมีการปรับราคาพลังงานในอัตราที่สูงมาก และประชาชนหรือผู้ประกอบการอาจจะปรับตัวไม่ได้” นายไพรินทร์ กล่าว
ทั้งนี้ ในปัจจุบันประเทศไทยมีการสนับสนุนราคาพลังงานใน 2 รูปแบบ คือการให้การสนับสนุนราคาพลังงานในทุกกลุ่ม ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก เช่น การอุดหนุนราคาแอลพีจี และเอ็นจีวี ในปัจจุบัน กับอีกรูปแบบ คือ เลือกให้การสนับสนุนเฉพาะกลุ่ม เช่น การอุดหนุนค่าไฟฟ้าฟรีให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือน ซึ่งหลังจากที่มีการเปิดสู่เออีซี การสนับสนุนแบบทุกกลุ่มจะหมดไป จะเหลือเพียงการสนับสนุนเฉพาะกลุ่ม แต่ก็จะน้อยลงเรื่อยๆ







