posttoday
TUF ฐานทุนแกร่ง-ธุรกิจโต เหมาะลงทุนยาว

TUF ฐานทุนแกร่ง-ธุรกิจโต เหมาะลงทุนยาว

20 สิงหาคม 2555

ขณะนี้เราเห็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่งประกาศเพิ่มทุนจดทะเบียน เพื่อนำเงินมาขยายกิจการ

โดย...ยินดี เรืองดิษฐ์ 

ขณะนี้เราเห็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่งประกาศเพิ่มทุนจดทะเบียน เพื่อนำเงินมาขยายกิจการ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ที่ต้องการระดมเงินถึง 1 แสนล้านบาท ธนาคารกรุงไทย (KTB) ระดมเงินประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท และบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ที่เพิ่มทุน 1.28 หมื่นล้านบาท ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วผู้ถือหุ้นและนักลงทุนมักจะตกใจและไม่ชอบถือหุ้นที่กำลังจะเพิ่มทุน จึงเทขายหุ้นออกมาเพื่อหนีผลกระทบจากกำไรต่อหุ้นที่ลดลงตามสัดส่วนหุ้นที่เพิ่มขึ้น

ทว่า ประสบการณ์จริงจากบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) เห็นว่าการเพิ่มทุนคือการสร้างโอกาสที่งดงามให้กับธุรกิจที่มีการเติบโตและแข็งแกร่ง!!!

“ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากที่บริษัทประกาศเพิ่มทุนเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ เพราะทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มขึ้นจาก 5 หมื่นล้านบาท เป็น 8 หมื่นล้านบาท โดยมีฐานะการเงินและธุรกิจที่แข็งแกร่ง สามารถขับเคลื่อนให้มีอัตราการเติบโตที่ดี และกลับมาจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราปกติได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้กว่า 1 ปีครึ่ง โดยงวดครึ่งปีแรกของปี 2555 บริษัทจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้หุ้นละ 1.10 บาท หรือคิดเป็น 50% ของกำไรสุทธิได้” ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TUF กล่าว

TUF มีฐานะการเงินอ่อนแอหลังจากบริษัทได้กู้เงินไปซื้อกิจการของบริษัท เอ็มดับบลิว แบรนด์ส แต่เมื่อเพิ่มทุนสำเร็จและนำเงินไปชำระหนี้ ทำให้มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนลดลงเหลือ 0.8 เท่าในปัจจุบัน ซึ่งฐานะการเงินที่แข็งแกร่งเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจในประเทศต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และบริษัทยังคงยืนยันเป้าหมายยอดขาย 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2558 และขยับขึ้นเป็น 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2563

“ตลอด 35 ปีของการทำธุรกิจ เราพิสูจน์แล้วว่าสามารถเติบโตได้ทุกๆ สภาวะ ไม่เคยขาดทุนเลย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตน้ำท่วม และล่าสุดวิกฤตหนี้ยุโรป ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน ถึงแม้ว่าสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจระยะหลังจะต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และกฎระเบียบต่างๆ ที่จะมีมากขึ้นก็ตาม แต่บริษัทก็มั่นใจว่าจะสามารถยืนหยัดและยังคงเป็นผู้นำในธุรกิจปลาทูน่าเบอร์หนึ่งของโลกได้”

TUF ฐานทุนแกร่ง-ธุรกิจโต เหมาะลงทุนยาว

 

ทั้งนี้ เป็นเพราะธุรกิจของบริษัทเกี่ยวเนื่องกับการบริโภคพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะยากลำบากขนาดไหน ปลากระป๋องก็ยังสามารถขายได้ แม้ว่ายุโรปบางประเทศจะมีปัญหาอยู่ แต่จีนยังมีกำลังซื้อที่ดีมาก ขณะที่บริษัทมีแบรนด์ มีการจัดจำหน่ายทั่วโลก มีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจและการตลาด ที่สำคัญแบรนด์ของบริษัทได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค ดังนั้นเมื่อมีผลกระทบต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น บริษัทสามารถปรับราคาขายขึ้นได้ ซึ่งการขึ้นราคาก็ถือว่าเป็นไปตามกลไกและราคายังสมเหตุสมผลอยู่ จึงยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิน) ให้อยู่ในระดับ 17% ได้ และถือว่าเป็นความท้าทายที่สำคัญ

“ธีรพงศ์” ยังกล่าวอีกว่า TUF ผ่านมาได้ทุกวิกฤต เพราะทีมผู้บริหารทำงานหนักมาก มีการเกาะติดสถานการณ์และทุกความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ชนิดที่ไม่เคยละเลยและไม่ประมาท ซึ่งจะทำให้บริษัทปรับตัวและทำตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้อย่างเคร่งครัด และในทุกๆ การลงทุนจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกกลุ่มธุรกิจ ขณะนี้ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อธุรกิจ และเชื่อมั่นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นักลงทุนและผู้ถือหุ้นสบายใจได้เลยว่า TUF จะทำธุรกิจที่มีความถนัดเท่านั้น จะไม่ขยายการลงทุนหรือซื้อธุรกิจอื่นที่ไม่ชำนาญ และตลาดยุโรปทุกวันนี้ยังเห็นโอกาสการเติบโตได้อีกมาก หลังจากเข้าไปซื้อ เอ็มดับบลิว แบรนด์ส และเข้าไปทำธุรกิจอาหารกระป๋องที่มีพื้นที่ครอบคลุมแค่ 5 ประเทศในยุโรปเท่านั้น ขณะที่ทั้งยุโรปมีมากถึง 27 ประเทศ ดังนั้นจะเห็นว่ายังมีโอกาสเยอะมาก และในช่วง 23 ปีนับจากนี้ธุรกิจในยุโรปยังคงสามารถสร้างความเติบโตให้แก่กิจการของบริษัทมากพอสมควร และโชคดีที่ TUF มีตลาดทั่วโลก แม้ว่าการแข่งขันจะสูงขึ้น แต่ก็สามารถที่จะเติบโตและยืนหยัดต่อไปได้

“ธีรพงศ์” กล่าวถึงนักลงทุนที่สนใจลงทุนหุ้น TUF ว่า หุ้นของบริษัทเหมาะกับการลงทุนระยะยาว ซื้อทิ้งไว้เลยอย่าไปดูราคาวันต่อวัน เพราะเชื่อว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีทั้งในเรื่องของเงินปันผลและราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทต้องการเห็นสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนรายย่อยประมาณ 15% จากปัจจุบันที่มีอยู่ 9% ซึ่งขึ้นมาจากอดีตที่แทบจะไม่มีเลย เพราะหุ้นส่วนใหญ่จะถือโดยกองทุนและนักลงทุนต่างประเทศที่ถือหุ้นอยู่ประมาณ 40% และหลังจากนี้บริษัทจะเริ่มออกให้นักลงทุนทุกไตรมาส ให้เกิดความเข้าใจและรู้จักหุ้นของบริษัทมากขึ้น เพื่อให้นักลงทุนได้มีโอกาสเติบโตไปกับ

บริษัท ทั้งนี้เมื่อตอนเพิ่มทุนราคาหุ้นอยู่ที่ 50 บาท แต่ตอนนี้มาอยู่ที่ 70 บาทแล้ว

“ธีรพงศ์” กล่าวทิ้งท้ายว่า การเพิ่มทุนไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว ที่สำคัญจะต้องบอกและชี้แจงข้อมูลทุกอย่างให้กับนักลงทุนอย่างชัดเจนและให้เข้าใจ และต้องทำให้ได้ตามแผนที่ประกาศไว้ ถ้าทำได้ ก็จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่ ซึ่งจากผลงานของ TUF ที่ผ่านมา เชื่อว่าหากบริษัทต้องการเพิ่มทุนอีกครั้งหนึ่งก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะทำยากอีกต่อไปแล้ว

 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่