posttoday
"ดร.โกร่ง" กับ...‌มิชชัน อิมพอสซิเบิล

"ดร.โกร่ง" กับ...‌มิชชัน อิมพอสซิเบิล

18 สิงหาคม 2555

ความพยายามปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของรัฐบาล เพื่อให้กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

ความพยายามปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของรัฐบาล เพื่อให้กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก

สะท้อนออกมาจากนัยคำพูดของ วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการ ธปท. ที่ยังควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้

ที่ชัดเจนที่สุดเห็นจะเป็นที่ประธาน ธปท.ไปกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “พลวัตเศรษฐกิจไทย ภายใต้การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก” จัดโดย สมาคมเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ต่อหน้านักธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติมากมาย

วีรพงษ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า จากที่ได้หารือกับคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็ม เอฟ) เห็นตรงกันว่า ธนาคารกลางต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ในการดำเนินโยบายการเงิน เพราะการดำเนินนโยบายโดยใช้เป้าหมายเงินเฟ้อเป็นหลัก ไม่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ราคาสินค้าหลายชนิดขึ้นอยู่กับกลไกตลาดโลก

ดังนั้น เป้าหมายของนโยบายการเงินควรเปลี่ยนมาสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ลดการว่างงาน และทำให้เกิดเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน โดยต้องไม่ทำให้ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงกว่าดอกเบี้ยของสหรัฐมากเกินไป เพราะจะก่อให้เกิดการเก็งกำไรและความไม่มีเสถียรภาพทางการเงินได้

และประธานบอร์ด ธปท. ได้ขอให้มีการนัดพบกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กับบอร์ด ธปท.เพื่อหารือทางด้านนโยบายการเงิน ซึ่งทางฝ่ายจัดการได้นัดหมายให้ทั้งบอร์ดได้พบกันในค่ำวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา

แต่ก่อนที่จะมีการพบกันอย่างเป็นทางการระหว่าง 2 บอร์ด ผู้ว่าการ ธปท.ก็เปิดเผยหนังสือของ ไอเอ็มเอฟ ประจำเอเชียแปซิฟิก ที่ส่งจดหมายถึง ธปท. ชี้แจงถึงกรณีที่ประธาน ธปท.อ้างอิงว่า คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ หนุนให้ยกเลิกการใช้นโยบายกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ว่า ไม่เป็นเช่นนั้น ธปท.นำเป้าหมายเงินเฟ้อมาใช้ในปี 2543 ตามกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าอื่นๆ นับจากนั้นการบริหารงานเศรษฐกิจมหภาคสะท้อนให้เห็นเงินเฟ้อมีเสถียรภาพค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกยึดเอาคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นหลัก ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีความยืดหยุ่นให้เข้มแข็งขึ้น และช่วยสร้างพื้นฐานความเชื่อมั่นนักลงทุน และสถานะในต่างประเทศแข็งแกร่งขึ้น

ทันทีที่หนังสือของไอเอ็มเอฟหลุดออกมาต่อสาธารณชน การประชุมของบอร์ด กนง.และบอร์ด ธปท. ที่คาดว่าจะดุเด็ดเผ็ดมัน ก็กร่อยลงไปทันที

การประชุมเมื่อหัวค่ำของวันพฤหัสบดีที่ 16 ส.ค. ประธาน ธปท. เข้ามาร่วมพบปะกับกรรมการ กนง.เพียง 1 ชม. แล้วก็รีบขอกลับก่อน โดยบอกว่ามีธุระ

แหล่งข่าวจากบอร์ด ธปท. กล่าวว่า สิ่งที่ประธาน ธปท.กล่าวต่อทุกคนก็คือ เป็นห่วงในเรื่องของการขาดทุนของ ธปท. ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสูงจากการเข้าไปดูแลความผันผวนของค่าเงิน ไม่มีการพูดถึงการเปลี่ยนนโยบายการเงินมาเป็นการใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเป้าหมายแทนเงินเฟ้อสักคำเดียว

“บอร์ด กนง.ก็แปลกใจ ถามว่าเชิญมาประชุมเรื่องการแก้ไขขาดทุนของ ธปท. ซึ่งควรจะคุยกันเองในบอร์ด ธปท. ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับบอร์ด กนง.เพราะทำงานกันคนละหน้าที่” แหล่งข่าว เปิดเผย

ทางด้าน ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการ ธปท.กับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงค่ำของวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีเพียงเรื่องเดียวที่เห็นแตกต่างกันบ้าง คือ เรื่องการขาดทุนของ ธปท. ที่เกิดจากการดำเนินนโยบายการเงินโดยใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting)

ปัจจุบัน ธปท. มีผลขาดทุนสะสมในงวดปี 2554 รวมประมาณ 2 แสนล้านบาท และมีส่วนทุนติดลบกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการเงินในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ดี โดยหลักสากลแล้วการทำนโยบายการเงินไม่ควรกังวลในเรื่องผลกำไรขาดทุนมากนัก เพราะถ้าห่วงเรื่องพวกนี้มากเกินไป อาจทำให้นโยบายการเงินขาดประสิทธิภาพ และตลาดการเงินเกิดความไขว้เขวไม่เชื่อมั่นในนโยบายที่ธนาคารกลางทำออกมาได้

“บอร์ดแบงก์ชาติมีหลายท่าน ความเห็นก็แตกต่างกันอยู่บ้าง อย่างในบอร์ดมีผมเป็นผู้ว่าการ และรองผู้ว่าการ อีก 3 ท่าน รวมเป็น 4 ท่านอันนี้เข้าใจ และบอร์ดที่มาจาก กนง.อีก 2 ท่านก็เข้าใจ แต่ส่วนที่เลยจากนี้ไม่สามารถพูดแทนเขาได้ ซึ่งเขาก็เข้าใจในเชิงว่า ถ้าดอกเบี้ยต่ำรายจ่ายดอกเบี้ยก็จะลดลง แต่การทำนโยบายการเงินจะไปพะวงกับกำไรขาดทุนไม่ได้ เพราะตลาดการเงินอาจไม่เชื่อถือ ตรงนี้ยอมรับว่ายังเป็นความเห็นที่แตกต่างกันบ้าง” ประสาร กล่าว

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังมีเวลาในการทำความเข้าใจ เพราะที่ผ่านมา ธปท. ก็ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุดเพื่อดูแลในเรื่องนี้ เพียงแต่ระหว่างนี้ ธปท. ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่มีปรากฎการณ์เงินทุนต่างชาติทะลักเข้ามาเหมือนในอดีต ซึ่งช่วงนี้แม้จะมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็มีเงินทุนในประเทศไหลออกไปลงทุนนอกประเทศด้วยเช่นกัน ทำให้การเคลื่อนย้ายของเงินทุนค่อนข้างสมดุล

ธปท.ยืนยันใช้นโยบายการเงินที่มีเป้าหมายดูแลเงินเฟ้อต่อไป หลังเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกับ”ดร.โกร่ง”แล้วไร้เสียงคัดค้าน ชี้มีข้อดีมากกว่าการเน้นดูแลอัตราแลกเปลี่ยน

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ในการร่วมพูดกันระหว่างคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย(กกธ.) ที่มีนายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานฯ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)เมื่อคืนวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น คณะกรรมการทั้ง 2 คณะไม่ได้มีมติหรือมีความเห็นที่จะเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ (Inflation targeting)ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแต่อย่างใด

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ได้ศึกษาข้อดีข้อเสียการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ บวกกับความเห็นของไอเอ็มเอฟ ทำให้พอจะสรุปข้อดีของการทำนโยบายที่มีเงินเฟ้อเป็นเป้าหมาย เพื่อยืนยันจะใช้ต่อไปได้ 3 เรื่อง คือ

1.ใช้มาได้ผลดี

2.สื่อสารได้อย่างโปร่งใสกับสาธารณชน ประชาชน ภาคธุรกิจ และตลาดการเงินได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อได้ผลอย่างดี

3.ตอนนี้ก็ยังมองทางเลือกอื่นๆ ว่ามีอะไรที่ดีกว่านี้ยังไม่ได้

สรุปแล้ว กนง.ยังมีความเห็นจะให้ใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเงินเฟ้อเป็นเป้าหมายอยู่เช่นเดิมดังนั้น ความพยายามลักไก่‌เพื่อเปลี่ยนนโยบายการเงินให้ถูกใจรัฐบาลในครั้งนี้ กลายเป็น‌มิชชัน อิมพอสซิเบิล

 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่