
ศึกษาอย่าลำเอียง
ในคราวที่แล้วผมได้กล่าวถึงเรื่อง “การศึกษาความเป็นไปได้” ของโครงการใหม่ๆ
โดย...อานนท์
ในคราวที่แล้วผมได้กล่าวถึงเรื่อง “การศึกษาความเป็นไปได้” ของโครงการใหม่ๆ ที่จะทำ โดยได้เน้นว่าในการศึกษานั้นจะต้อง “แม่น” เรื่องข้อมูลพื้นฐาน อย่า “มั่ว” เพียงเพื่อให้โครงการผ่านๆ ไป แล้วไปตายเอาดาบหน้า
การทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน การศึกษาความเป็นไปได้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเป็นเหมือนการแนะแนวทางให้เดินไปในทิศทางที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุด ย้ำนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องที่สุด เพราะผลของการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ไม่ได้เป็นยาวิเศษที่จะบอกว่าผลทุกอย่างที่ศึกษามาแล้ว เมื่อทำจริงจะเป็นอย่างนั้นทั้งหมด แต่หากเราศึกษาโดยเน้นความถูกต้องของข้อมูล ก็จะเป็นเหมือนการนำร่อง เกิดการเดินอย่างมีเข็มทิศ ไม่สะเปะสะปะ แต่จะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ต้องอยู่ที่การเดินนั้น ซึ่งจะมีปัจจัยอีกหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง
ขอย้ำอีกครั้งว่า โครงการจำนวนมากหลายโครงการตายน้ำตื้น เพราะในตอนที่ศึกษาความเป็นไปได้นั้น ไม่ได้พยายามที่จะศึกษาอย่างถูกต้องตามหลักการ แต่พยายามที่จะทำตัวเลขเพียงเพื่อให้ผ่านๆ ไปเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์แบบนี้มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ กับเหล่านักกู้เงิน ที่บางทีก็ใส่ตัวเลขเพื่อให้โครงการดูดี หรือไม่ก็ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้บริหารธุรกิจได้มอบหมายให้พนักงานหรือผู้เกี่ยวข้องไปศึกษา แต่ผู้ศึกษามีความเอนเอียง
อย่างไรที่เรียกว่าความเอนเอียงครับ เราลองมาดูกัน สมมติว่าเจ้าของธุรกิจคนหนึ่งกำลังมีแนวคิดที่อยากจะขยายธุรกิจออกไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ หรือแม้แต่จะเป็นการเปิดสาขาใหม่ แล้วมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องที่จะมีผลประโยชน์ผูกพันเป็นผู้ศึกษา จะเกิดอะไรขึ้น
ลองตามไปดูตัวอย่างที่ผมเคยยกมาเล่าเมื่อคราวก่อน ในกรณีร้านเบเกอรีที่อยากจะเปิดสาขาใหม่ การศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดสาขาใหม่นั้น จำเป็นต้องมีข้อมูลมากมายเพื่อการตัดสินใจ เช่น ทำเลใหม่นั้นมีลูกค้าเป้าหมายหนาแน่นเพียงพอหรือไม่ คู่แข่งมีอยู่แล้วหรือเปล่า หากมีจะกระโดดลงไปแย่งลูกค้าจากผู้ประกอบการเดิมในทำเลนั้นๆ ได้อย่างไร
แน่นอนว่าคำตอบเหล่านี้จะมาจากการศึกษาความเป็นไปได้ และในหลายๆ กรณีเจ้าของกิจการก็มักจะเลือกคนเก่งๆ จากสาขาเดิมขึ้นมาสักคนหนึ่ง แล้วบอกว่า เอาล่ะ ช่วยไปศึกษาความเป็นไปได้ที่จะเปิดสาขาใหม่หน่อย พร้อมวางตัวเสร็จสรรพว่าหากเปิดสาขาใหม่ได้เมื่อไหร่ คนที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ศึกษานี่แหละ ที่มีโอกาสสูงที่สุดที่จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสาขาใหม่ที่กำลังจะเปิด
พูดแค่นี้ก็พอจะเห็นชัดแล้วใช่ไหมครับว่า อะไรคือความเสี่ยงของการศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการใหม่นี้ ที่เห็นแน่นอนก็คือ มีความขัดกันของผลประโยชน์ กล่าวคือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ไปศึกษานั้น มีผลประโยชน์รออยู่เบื้องหน้า หากผลการศึกษาระบุตัวเลขออกมาชัดว่า การเปิดสาขาใหม่สามารถทำได้ เขาคนนั้นก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง ดังนั้นหากเขาเป็นคนที่ไม่เที่ยงตรงพอ สิ่งที่เขาจะทำทุกวิถีทางก็คือ ทำให้ผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนั้น “ผ่าน” ไม่ว่าจะต้องมั่วหรือบิดเบือนข้อมูลขนาดไหน เพราะทันทีที่โครงการผ่าน เขาจะได้ประโยชน์เต็มๆ ดังนั้นการศึกษานี้ย่อมจะมีโอกาสโน้มเอียงอยู่มากที่จะเป็นไปด้วยอคติ
อย่างไรก็ตาม เราคงจะบอกไม่ได้ว่าแนวทางนี้ผิด
แน่นอนครับว่า การเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีศักยภาพ มีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองขึ้นมาเป็นผู้จัดการสาขาใหม่ได้เข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดสาขาที่ตัวเขาเองจะได้เป็นคนคุมในอนาคตนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะเขาจะได้รู้เห็นก่อนที่จะไปรับตำแหน่งว่า ทำเลของสาขาใหม่เป็นอย่างไร มีอะไรน่าห่วง มีอะไรต้องพัฒนา เมื่อเขาได้โอกาสรู้ก่อน เห็นก่อน แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาได้เข้ามาทำงานเป็นผู้จัดการสาขาจริงๆ ก็จะสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้ ดีกว่าที่จะเอาคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยมาเป็นผู้จัดการในทันทีทันใด
นั่นหมายถึงว่าการมอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการในอนาคตเป็นผู้ศึกษานั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แล้วเราจะทำให้เหลือแต่ข้อดีได้อย่างไร ก็อีกแหละครับ ทุกอย่างในโลกนี้จะให้ดีไปหมดก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่เราสามารถป้องกันหรือเตรียมหาทางแก้ปัญหาที่เรารู้อยู่ก่อนแล้วได้ ดังนั้นเมื่อเราเห็นว่าเป็นการดีที่จะมอบหมายให้ผู้ที่น่าจะมีศักยภาพในการเป็นผู้จัดการสาขาใหม่ได้เข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ของการเปิดสาขาใหม่ด้วยตัวเขาเอง แต่เราเกรงว่าเขาจะทำแบบลำเอียง ก็อย่าให้เขาทำคนเดียวครับ แต่ตั้งทีมทำงาน และต้องเป็นทีมที่มีผู้บริหารหรือผู้ใหญ่พอที่จะไม่ถูก “ว่าที่ผู้จัดการ” คนนั้นครอบงำ
สมมติเรามอบหมายให้ว่าที่ผู้จัดการสาขาใหม่ไปศึกษา ก็อย่าให้เขาตั้งทีมศึกษาที่เต็มไปด้วยลูกน้อง หรือคนที่มีโอกาสจะเป็นลูกน้องในอนาคตของเขาไปร่วมด้วยเสียทั้งหมด เพราะความเกรงใจจะเกิดขึ้น และจะพากันลำเอียงไปหมด คนที่เป็นกลางจริงๆ คนที่ว่าที่ผู้จัดการไม่กล้าหลอก จึงเป็นคนสำคัญในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ใหญ่คนนี้จะต้องลงไปศึกษาเอง ไปเดินท่อมๆ ตรวจดูทำเลเองเสียทั้งหมด แต่จะต้องวิเคราะห์ผลของการศึกษาให้ได้ มองทะลุผลการศึกษา วิจารณ์ ติติงได้อย่างมีเหตุผล
หากทำได้อย่างนี้การศึกษาความเป็นไปได้ถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดครับ
หมายเหตุ : ในกรณีขององค์กรขนาดใหญ่ เขาอาจจะจ้างบริษัทที่ปรึกษามาเป็นผู้ทำงานในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ แต่ก็เสียค่าใช้จ่ายมาก สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การทำเองอาจจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า ประหยัดกว่า แต่ต้องมีข้อควรระวังตามที่ได้กล่าวมาครับ







