
ปภ.เล็งเพิ่มความคุ้มครองพรบ.
วัดผล3เดือนหลังใช้อีเคลมสินไหมลดได้แน่เบี้ยเท่าเดิม
วัดผล3เดือนหลังใช้อีเคลมสินไหมลดได้แน่เบี้ยเท่าเดิม
คปภ.เล็งรื้อความคุ้มครองประกัน พ.ร.บ. ขอใช้เวลา 3 เดือน ประเมินผลการใช้อีเคลม ยอดสินไหมเพิ่มหรือลด
นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ.จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ในการประเมินผลเบื้องต้นถึงโครงการ “การจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย” ที่ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ออนไลน์ หรืออีเคลม โดยไม่ต้องสำรองค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเพิ่งเริ่มใช้มาเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา
“คปภ.จะดูว่าเมื่อนำระบบอีเคลมมาใช้แล้ว จะทำให้ค่าสินไหมเพิ่มขึ้น หรือลดลงหรือไม่ หากพบว่าค่าสินไหมลดลงก็อาจมีการขยายความคุ้มครองในส่วนของประกัน พ.ร.บ. ทั้งรถยนต์และรถจักรยาน ยนต์เพิ่มขึ้น เพื่อคืนผลประโยชน์ให้กับผู้เอาประกัน โดยอยู่บนพื้นฐานที่ว่า เพิ่มความคุ้มครอง ไม่เพิ่มค่าเบี้ย แต่ในทางกลับกันหากค่าสินไหมเพิ่มขึ้น ก็คงความคุ้มครองไว้เหมือนเดิม” นายประเวช กล่าว
แหล่งข่าวจาก คปภ. เปิดเผยว่า หลังจากเริ่มใช้อีเคลม มาตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ที่ประสบภัยจากรถได้รับความสะดวกในการเข้ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการรักษาผู้ประสบภัยจากรถเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 1,400 แห่งทั่วประเทศ หรือประมาณ 96%
ทั้งนี้ ทาง คปภ.ได้มอบหมายให้บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นผู้ให้บริการระบบอีเคลมของกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย เนื่องจากปัจจุบันบริษัท กลางฯ ดูแลรถที่มีประกัน พ.ร.บ.อยู่แล้ว 6070% จากประกัน พ.ร.บ.ทั้งหมด ประมาณ 22 ล้านฉบับ แบ่งเป็นประกัน พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ประมาณ 12 ล้านฉบับ และประกัน พ.ร.บ.รถยนต์อีกส่วนหนึ่งที่บริษัทประกัน 10 แห่ง ได้ว่าจ้างให้บริษัท กลางฯ เป็นผู้บริหารค่าสินไหมผ่านระบบอีเคลมเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม คาดว่าบริการอีเคลมนี้ จะทำให้ค่าสินไหมของกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยที่จ่ายออกไปเพิ่มขึ้นมากกว่าที่จะปรับลดลง เนื่องจากเมื่อบริการสะดวกขึ้น จะยิ่งทำให้ผู้ประสบภัยจากรถหันมาใช้การรักษาพยาบาลผ่านกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
“ผู้ประสบภัยจากรถสามารถเลือกได้ว่า หากมีเหตุเกิดขึ้นจะใช้ประกันอุบัติเหตุที่ตัวเองซื้อไว้ ใช้ประกันสังคม หรือใช้ประกันจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยก็ได้ ไม่ได้มีการบังคับ แต่ที่ผ่านมาคนไม่ค่อยใช้ประกันจากกองทุน เนื่องจากอาจมีความยุ่งยาก ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน และต้องมีเอกสารจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมายืนยันด้วย ทำให้ผู้ประสบภัยหันไปเบิกค่ารักษาพยาบาลจากที่อื่นแทน แต่สิ่งที่ คปภ.ต้องการคือ ให้ผู้ประสบภัยจากรถก็ควรจะใช้เงินของกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยก่อน” แหล่งข่าวเปิดเผย







