
ยุทธศาสตร์เพื่อองค์กรเติบโต หัวใจเสริมแกร่งธุรกิจ
ความสามารถในการแข่งขัน ความแข็งแกร่งขององค์กรต่างๆ เกิดจากการวางยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ
ความสามารถในการแข่งขัน ความแข็งแกร่งขององค์กรต่างๆ เกิดจากการวางยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ
ซึ่งจะนำไปสู่ความได้เปรียบเชิงธุรกิจ ยิ่งในยุคเปิดเสรีการค้าอาเซียนที่เกิดขึ้นแล้ว และจะเต็มรูปแบบในประมาณ 3 ปีข้างหน้า วิสัยทัศน์และประสบการณ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ สามารถช่วยสร้างการเตรียมพร้อมรับมือให้กับบริษัท และองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กจึงมีส่วนสำคัญเช่นกัน
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือทีเอ็มเอ ได้จัดงานทีเอ็มเอเดย์ 2012 โดยในงานได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดย 5 ผู้บริหารจากองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อชี้ให้เห็นการวางยุทธศาสตร์ที่จะส่งให้องค์กรเติบโต โดย กลินท์ สารสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เทรดดิ้ง บริษัทที่มีสาขา 35 แห่งใน 22 ประเทศ เปิดเผยว่า เอสซีจีพยายามขยายการลงทุนออกไป โดยอาศัยกลยุทธ์มองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด จากนั้นจะพิจารณาว่ามีอะไรที่สามารถส่งออกไปทำตลาดได้บ้าง หรือมีสินค้าอะไรที่นำเข้ามาทำตลาดในไทยได้
สำหรับการดำเนินการต้องมีการศึกษากฎระเบียบของตลาดนั้นๆ ให้เข้าใจ เพราะแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ซึ่งเอสซีจีจะเน้นประเทศในกลุ่มอาเซียนและตลาดประเทศเกิดใหม่เป็นหลัก เพราะเติบโตดี เหมาะกับการลงทุน และก่อนจะมีการลงทุน เอสซีจีจะสำรวจตัวเองก่อนเสมอว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน สามารถควบคุมคุณภาพได้หรือไม่ มีโอกาสในการสร้างแบรนด์ของตัวเองและผลกำไรจากการทำธุรกิจเป็นอย่างไร
“การรู้จักตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อจะได้รู้ว่าเหมาะกับตลาดที่จะไปหรือไม่ จากนั้นต้องศึกษาตลาดว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร จะเจาะตลาดอย่างไร และต้องมองให้ลึกถึงการสร้างแบรนด์และควบคุมคุณภาพด้วย เป็นการมองในระยะยาว จะหวังสั้นๆ ไม่ได้แล้ว” กลินท์ กล่าว
ธรรมศักดิ์ จิตติมาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนสปอต เปิดเผยว่า การรุกตลาดต่างประเทศอาจจะเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านก่อน เนื่องจากมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน ยิ่งบริษัทขนาดเล็กที่ไม่ได้มีเงินลงทุนมาก ต้องหาพันธมิตรและส่งสินค้าออกไปทำตลาดก่อน จากนั้นจึงศึกษาตลาดในเชิงลึกถึงโอกาสในการเข้าไปลงทุน
“กรีนสปอต ทำตลาดไวตามิ้ลค์ ส่งไปขายประเทศต่างๆ โดยอาศัยพันธมิตร เช่น ประเทศไนจีเรีย กานา การศึกษาตลาดทำให้รู้ว่าคนชอบกินนมถั่วเหลือง แต่ถ้าไม่มีพันธมิตรช่วยทำตลาด จะให้ลงทุนเลยก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป” ธรรมศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ การรักษาคุณภาพของสินค้า การรักษามาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากในตลาดมีคู่แข่งมากมาย มีโอกาสที่จะมีการเลียนแบบเกิดขึ้นได้ตลอด ดังนั้นต้องรักษาคุณภาพและมาตรฐานให้เป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่าง เพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว และใช้แนวทางนี้ในการขยายและทำตลาดในทุกแห่ง
สุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. กล่าวว่า ตลาดในประเทศไทยถือว่าค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว องค์กรต่างๆ ต้องกล้าที่จะออกไปลงทุนต่างประเทศที่ยังมีโอกาสอีกมาก ยิ่งในอาเซียนเป็นประเทศกำลังพัฒนา มีช่องทางในการทำธุรกิจมาก การทำความรู้จักเพื่อสร้างพันธมิตรเป็นส่วนสำคัญ
ทั้งนี้ การเปิดเสรีอาเซียนจะมี 2 กลุ่มประเทศหลัก คือ ประเทศทางน้ำ เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีการค้าในทางเสรีมานานแล้ว ส่วนอีกกลุ่ม คือ ประเทศทางดิน มีไทยเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ ถือเป็นจุดแข็งที่ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ ที่ต้องเร็วที่สุดและต้นทุนต่ำที่สุด เพื่อสร้างความได้เปรียบในทางธุรกิจ ดังนั้นไทยต้องเร่งสร้างการขนส่งทางรางให้เกิดก่อนเปิดเสรีเต็มรูปแบบ ไม่เช่นนั้นจะเสียประโยชน์ ขณะที่การขนส่งทางถนนจะทำให้ไทยเป็นแค่ทางผ่าน ไม่ได้ประโยชน์อะไร
อีกประเด็นที่ไทยต้องเร่ง คือ การสร้างกลุ่มพันธมิตรเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจและการแข่งขันให้เกิดขึ้น สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์มากเมื่อมีการเปิดเสรี ซึ่งหากจะกล่าวแล้ว การเปิดเสรีมีมานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่เต็มรูปแบบเท่านั้น ดังนั้นการสร้างกลุ่มพันธมิตรจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างเด็ดขาด
พรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย กล่าวว่า การใช้จ่ายลงทุนด้านไอทีในประเทศไทยยังต่ำกว่า 1% ของจีดีพี แสดงว่าการนำไอทีมาใช้ประโยชน์เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพยังอยู่ในระดับไม่สูง ดังนั้นองค์กรและบริษัทในไทยต้องเร่งการลงทุนภายใน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพื่อให้มีมาตรฐานการทำงาน การบริหารจัดการที่เทียบเท่ากับต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซียที่ยังนำหน้าไทยอยู่
อีกทั้งต้องมีการพิจารณาเอาต์ซอร์สงานที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกไป เพื่อลดต้นทุน ลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการและทำให้มีเวลาไปมุ่งเป้าที่ธุรกิจหลักในการสร้างรายได้และขยายการเติบโต
ชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ในสิงคโปร์และมาเลเซียมีการเชื่อมโยงถึงกันแล้ว ไทยอยู่ระหว่างรอการอัพเดทซอฟต์แวร์ ก็จะมีการเชื่อมโยงด้วยเช่นกัน แสดงว่าต่อไปตลาดหลักทรัพย์จะต่อถึงกันหมด รวมถึงประเทศอื่นๆ ในอาเซียนด้วย แสดงให้เห็นว่าเงินทุนจะมีการไหลเวียนแบบอิสระและรวดเร็วยิ่งขึ้น องค์กรต่างๆ ต้องพร้อมรับเงินทุนจากต่างประเทศที่จะเข้ามามากขึ้น แต่ในทางเดียวกันก็ต้องพร้อมที่จะระดมทุนเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศเช่นกัน
“การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นเรื่องของโอกาส ที่นักลงทุนสามารถใช้เงินสร้างรายได้ ซึ่งต่อไปจะไม่จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ แต่จะต่อถึงกันได้หมด กลุ่มบริษัทภายในประเทศไทยอาจจะเห็นโอกาสและไปลงทุนในพม่า หรือเวียดนามก็ได้” ชนิตร กล่าว







