posttoday
การลงทุนจากต่างประเทศในกิจการโทรคมนาคมไทย

การลงทุนจากต่างประเทศในกิจการโทรคมนาคมไทย

09 กรกฎาคม 2555

ในทุกวันนี้เรื่องโทรคมนาคมถือได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว เนื่องจากการติดต่อสื่อสารได้เข้ามามีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมมากขึ้น

โดย...รุจิระ บุนนาค

ในทุกวันนี้เรื่องโทรคมนาคมถือได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว เนื่องจากการติดต่อสื่อสารได้เข้ามามีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมมากขึ้น กิจการโทรคมนาคมเป็นกิจการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงหลายหมื่นล้านบาท และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีผู้เข้ามาลงทุนในกิจการนี้จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ วงการโทรคมนาคมในประเทศไทยขณะนี้กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ จากการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz สำหรับโทรศัพท์มือถือระบบ 3G ที่กำลังจะเกิดขึ้นช่วงปลายปี 2555 จึงมีประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันผ่านสื่อมวลชนมากมาย

หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับวันจันทร์ที่ 11 มิ.ย. 2555 ได้ตีพิมพ์คำให้สัมภาษณ์ของ ยอน เฟดดริก บาคาซาส (Jon Fredrik Baksaas) ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเทเลนอร์ กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ด้านสื่อสารโทรคมนาคมของนอร์เวย์ ว่า เทเลนอร์ซึ่งเป็นบริษัทต่างด้าวสัญชาตินอร์เวย์ มีส่วนในการลงทุนในบริษัทผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายหนึ่ง ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 หรือ ค.ศ. 2001 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 11 ปี โดยในปัจจุบันมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ลงทุนเป็นร้อยละ 65.5 ในบริษัทดังกล่าว

คำให้สัมภาษณ์ที่ซีอีโอของเทเลนอร์ กรุ๊ป เปิดเผยกับสื่อมวลชนไทยข้างต้น ถือว่าสอดคล้องกับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ทำการศึกษากรณีปัญหาการถือหุ้น การครอบงำกิจการ และการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยคนต่างด้าวที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม และจัดทำรายงานผลการศึกษาไว้เมื่อ พ.ศ. 2554 พบว่านิติบุคคลต่างด้าวถือหุ้นอยู่ในบริษัทผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมไทยบางรายถึงร้อยละ 71.35 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด

ภายหลังจากรายงานผลการศึกษาดังกล่าวออกมา คณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวก็ได้ส่งผลการศึกษาไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แต่ก็ไม่ดำเนินการเป็นรูปธรรมจนถึงปัจจุบัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าการลงทุนของนิติบุคคลต่างด้าวในกิจการโทรคมนาคมไทยนั้น ต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2549 ตลอดจนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยต้องเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย

หมายความว่าต้องมีบุคคลหรือนิติบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ส่วนบุคคลหรือนิติบุคคลต่างด้าวนั้นจะเข้ามาถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 49 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดในนิติบุคคล ซึ่งที่ผ่านมาในการบังคับใช้กฎหมายและการตรวจสอบของกระทรวงพาณิชย์ จะต้องพิจารณาการถือหุ้นของคนต่างด้าวเพียงชั้นเดียว หรือต้องพิจารณาลงไปว่ามีการถือหุ้นแฝงหลายชั้นหรือไม่นั้น ยังเป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกัน เมื่อมีข้อพิพาทและคดีความเกิดขึ้น ศาลยุติธรรมจะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด และความเห็นของศาลยุติธรรมจะถือเป็นที่สุด

นอกจากนี้ องค์กรที่เข้ามากำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมในปัจจุบัน ได้แก่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ออกประกาศ กสทช. เรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. 2554 เพื่อป้องกันการกระทำที่จะมีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว มีผลใช้บังคับปัจจุบัน

แม้ขณะนี้ได้มีร่างประกาศฉบับใหม่ที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ เพราะอยู่ในขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ แต่ก็ยังมีหลักการสำคัญตรงกันอยู่ที่มุ่งกำกับดูแลเพื่อป้องปรามมิให้มีการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว หลักการตามประกาศ กสทช.นี้ มิได้มุ่งที่จะกำกับดูแลบริษัทต่างด้าว แต่มุ่งที่จะกำกับดูแลบริษัทไทยที่เป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเท่านั้น เนื่องจากพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2549 ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า อนุญาตให้นิติบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้นที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมในไทยได้

เป็นเงื่อนไขเดิมและเงื่อนไขเดียวกับที่ประเทศไทยได้แจ้งไว้ต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ในช่วงที่ไทยเข้าเป็นสมาชิก จึงไม่เป็นการกีดกันทางการค้าอย่างที่มีผู้เข้าใจผิด และหยิบยกขึ้นมาในเวทีสาธารณะ อันทำให้เกิดความสับสนต่อประชาชน และก็ไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะนักลงทุนต่างชาติก็ยังสามารถลงทุนในบริษัทไทยได้ถึงร้อยละ 49 การที่ กสทช.เข้ามาดูแลเรื่องนี้และออกประกาศดังกล่าว เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง

กรณีดังกล่าวถือเป็นกรณีศึกษาที่ควรพิจารณาว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงจะดำเนินการในทางกฎหมายอย่างไรต่อไป หรือจะปล่อยให้เวลาผ่านไป เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่เรียกว่าเวลาซื้อเวลา และกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่งในที่สุด

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน