
อูหลงจากไต้หวัน
วันนี้มีเรื่องน่าสนใจสำหรับคนชอบดื่มน้ำชามาฝากกัน เป็นเรื่องที่สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานมาจากไต้หวันว่า
โดย...ฐาปนา
วันนี้มีเรื่องน่าสนใจสำหรับคนชอบดื่มน้ำชามาฝากกัน เป็นเรื่องที่สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานมาจากไต้หวันว่า ตอนนี้แม้จะถูกชานำเข้าตีตลาดอย่างหนัก แต่เหล่าเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องก็สู้ไม่ถอย เพื่อจะพัฒนาให้ชาจากไต้หวันเป็นที่หนึ่งด้านคุณภาพและแน่นอน “ราคา” ด้วย
Linth Tsaipan เกษตรกรไร่ชาที่ดูแลไร่เป็นอย่างดีมาหลายทศวรรษ บอกว่า ที่ผ่านมาทุ่มเทให้กับการปลูกชาเป็นอย่างมาก และในรอบ 30 ปีที่เป็นชาวไร่ชามานั้น ชาอูหลงของเขาเคยได้รับรางวัลชนะเลิศในการจัดแข่งขันประกวดชาคุณภาพดี ซึ่งจัดโดยสมาคมชาวไร่มาแล้ว 3 ครั้ง แม้ว่าการแข่งขันครั้งล่าสุดในเดือนที่แล้ว ซึ่งมีเกษตรกรส่งชาอูหลงเข้าประกวดมากถึง 5,729 ตัวอย่าง ชาของเขาจะพลาดรางวัลไปอย่างน่าเสียดาย แต่ก็จะมีการจัดประกวดอีกครั้งในรอบการแข่งขันประจำฤดูหนาวในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นความหวังสำคัญ เพราะที่ผ่านมา ทั้ง 3 ครั้งที่ชาของเขาได้รับรางวัลชนะเลิศ ก็ล้วนเป็นการประกวดในฤดูหนาว
การประกวดชาเป็นเรื่องสำคัญมากของเกษตรกรไต้หวัน เพราะรางวัลที่ได้ ไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจ แต่ชาจากไร่ที่ชนะการประกวดคุณภาพชา จะได้ขึ้นทำเนียบกลายเป็นสินค้าชั้นเยี่ยม ที่จะทำราคาได้ดีกว่าชาของไร่อื่นๆ เพราะการประกวดเป็นเหมือนการรับประกันคุณภาพว่า ยอดเยี่ยมอย่างที่สุด โดยที่ผ่านๆ มา ไร่ที่ชนะการประกวดคุณภาพชา อาจจะสามารถขายใบชาได้ในราคาสูงถึงระดับเกินพันเหรียญไต้หวันต่อน้ำหนักชาเพียง 1 ปอนด์
ผู้ที่ยอมจ่ายเพื่อชาชั้นดีราคาแพงเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเศรษฐีใหม่จากเมืองจีน ที่ตอนนี้เศรษฐกิจรุ่งเรือง ผู้คนมีกำลังซื้อ และบรรดาคนมีสตุ้งสตางค์เหล่านี้ ก็อยากละเมียดละไมไปกับการจิบชาที่ได้ชื่อว่า มีคุณภาพเกินกว่าชาปกติ
ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน ไร่ชาที่ชนะการประกวด สามารถขายใบชาจำนวน 12 กิโลกรัม ได้ในราคาสูงถึง 6 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือประมาณ 200,670 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นราคาที่เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อนหน้านั้น และกระแสนี้ก็ยังไม่หยุดยั้ง เป็นการกระตุ้นเกษตรกรให้เร่งพัฒนาไร่ของตัวเองอย่างดีที่สุด
Tony Lin เจ้าหน้าที่อาวุโสของสมาคมชาวไร่ ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากการไปหาข้อมูลที่ประเทศจีนบอกว่า ขณะนี้เศรษฐีชาวจีนมีความรู้สึกว่า เป็นความคุ้มค่าที่จะจ่ายแพงเพื่อให้ได้ชาดีๆ แม้จะเป็นเงินมากถึงหลายแสนเหรียญไต้หวันก็ตาม เพราะบรรดาเศรษฐีจีนมีความรู้สึกภาคภูมิที่จะได้ดื่มชาอูหลงที่มีรสชาติดีที่สุดในโลก แม้ว่ามันจะแพงมากก็ตาม
สำนักข่าวเอเอฟพี กล่าวว่า ชาถือเป็นศาสตร์ที่สำคัญของเอเชีย มีการจัดกลุ่มชาโดยดูระดับความเข้มข้น ไล่จากชาดำมาถึงชาเขียว ในขณะที่อูหลงอยู่ในระดับกลาง และกลายเป็นสินค้าชั้นนำของไต้หวันที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อ โดยคนจีนที่มาเยือนไต้หวันปีละ 1.8 ล้านคน เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายที่ชอบซื้อชาอูหลงติดไม้ติดมือกลับไปจิบที่บ้านด้วยเป็นอย่างมาก
อันที่จริงไต้หวันเริ่มปลูกชาอูหลงช้ากว่าที่อื่นๆ ชาชนิดนี้เดินทางจากมณฑลฟูเจี้ยนของจีนมายังภูเขาสูงของไต้หวันในปี ค.ศ. 1885 อย่างไรก็ตาม แม้จะเริ่มช้า แต่ชาไต้หวันก็พัฒนาจนสามารถไล่ตามทันแหล่งผลิตชาชั้นนำอื่นๆ ของโลกแล้ว จนมีคนกล่าวว่า ชาอูหลงที่ปลูกในไต้หวันมีคุณภาพดีกว่าที่ปลูกในจีนซึ่งเป็นต้นตำรับเสียอีก (แต่เชื่อว่าชาวจีนหลายคนคงยังไม่ยอมรับเรื่องนี้)
ที่ผ่านมาราคาชาอูหลงได้ไต่ระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยชาในระดับคุณภาพปานกลาง สามารถขายได้ราคาราวๆ กิโลกรัมละ 3,000 เหรียญไต้หวัน
Hsu RungChun พ่อค้าขายชาที่ดำเนินกิจการมาเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว บอกว่า เหตุผลที่ชาไต้หวันทำราคาได้ดี เพราะเป็นชาที่มีคุณลักษณะพิเศษไม่เหมือนใคร คือเป็นชาอูหลงที่มีกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ ในขณะที่ชาจีนไม่มีลักษณะพิเศษนี้ ทำให้ชาไต้หวันมีความโดดเด่น นั่นเป็นเพราะเกษตรกรไต้หวันได้ทุ่มเทพัฒนาจนเกิดเป็นกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์
ตัวอย่างที่มีชื่อเสียง เช่น ชาที่มีกลิ่น ออเรียลทัล บิวตี้ ซึ่งเกิดจากการผสมของกลิ่นและรสชาติ ที่หลังจิบแล้วจะรู้สึกถึงรสของน้ำผึ้ง และพีช ซึ่งเป็นความละมุนที่ไม่มีที่ไหนเหมือน
ที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกชาของไต้หวันมีแรงกระตุ้นให้ต้องปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ชาอยู่เสมอ โดยอุตสาหกรรมชาของไต้หวันพุ่งทะยานไปสู่จุดกสูงสุดในปี ค.ศ. 1973 ซึ่งเป็นปีที่สามารถผลิตใบชาได้มากถึง 2.8 หมื่นตัน และส่งออกได้มากถึง 2.3 หมื่นตัน แต่หลังจากนั้นความสามารถในการแข่งขันของไต้หวันก็ลดต่ำลง เพราะปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการแข็งค่าของเงินเหรียญไต้หวันที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ทำให้พื้นที่ปลูกชาลดลงเรื่อยๆ โดยปัจจุบันมีพื้นที่เพียง 37,050 เอเคอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ลดลงครึ่งหนึ่งจากที่เคยมีในยุคเฟื่องฟู
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้บริโภคชาวไต้หวันเองก็หันไปซื้อชานำเข้าที่ราคาถูกกว่า เป็นการซ้ำเติมเกษตรกรในประเทศขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม Chiu ChuiFeng นักวิจัยอาวุโสของสถาบันวิจัยและขยายพันธุ์ชาของรัฐบาล ก็คิดว่า ชาราคาถูกที่นำเข้ามาไม่ได้เป็นอันตรายต่ออุตสาหกรรมชาในประเทศ เพราะมันเป็นสินค้าที่นำเข้ามาเพื่อตอบสนองตลาดระดับล่าง และใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชาพร้อมดื่มบรรจุขวด ที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภครุ่นใหม่เท่านั้น
แต่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมก็อาจจะไม่ได้คิดอย่างนี้ไปทั้งหมด หลายคนรู้สึกว่า การรุกเข้ามาของชาจากเมืองจีน หรือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ เป็นการทำให้อุตสาหกรรมในประเทศต้องเผชิญกับความเสี่ยง จึงมีความพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ ด้วยการออกมาตรการเพื่อป้องกันการนำเข้าชาคุณภาพต่ำ แล้วมาแปะป้ายทับว่าเป็นชาคุณภาพเยี่ยมของไต้หวันเอง ซึ่งจะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถืออย่างน่ากังวล
ในขณะเดียวกัน เกษตรกรชาวไร่และผู้ค้าของไต้หวันก็ได้ร่วมมือกันเพื่อที่จะออกไปหาแหล่งเพาะปลูกชาใหม่ๆ ในต่างประเทศ ด้วยการนำพันธุ์ดีจากไต้หวัน บวกกับเทคโนโลยีการผลิตที่พัฒนามาเป็นอย่างดีออกไปสู่ประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย จีน รวมถึงไทย ที่กำลังเป็นเป้าหมายว่าจะเป็นพื้นที่ผลิตชาด้วยเทคโนโลยีไต้หวัน
แต่ไม่ว่าจะทำที่ไหน อย่างไร สิ่งที่สำคัญอันดับแรกของการผลิตชาก็คือ คุณภาพ ดังนั้นการแข่งขันเพื่อประกวดชาจึงยังเป็นขบวนการที่สำคัญ เพราะจะเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้เกษตรกรสามารถพัฒนาชาไปสู่การเป็นเครื่องดื่มอันทรงคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
เกษตรกรบ้านเราก็น่าจะสามารถนำกลวิธีนี้มาช่วยในการพัฒนา และปั่นราคาผลผลิตชั้นดีได้กับเขาด้วยเหมือนกัน หากเราสามารถรวมตัวกันได้อย่างเข้มแข็งเหมือนที่ชาวไร่ชาไต้หวันได้ร่วมมือกันจนเกิดเป็นชาอูหลงที่มีค่ายิ่งกว่าทองเสียอีก







