
แอลจีลุยเครื่องซักผ้าไฮเอนด์
ตลาดเครื่องซักผ้ารุ่ง แอลจี ทุ่ม 300 ล้าน บุกตลาดบน หวังโกยแชร์เพิ่มเป็น 35% ครองผู้นำตลาดปีที่ 12
ตลาดเครื่องซักผ้ารุ่ง แอลจี ทุ่ม 300 ล้าน บุกตลาดบน หวังโกยแชร์เพิ่มเป็น 35% ครองผู้นำตลาดปีที่ 12
นายธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดเครื่องซักผ้าปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยตลาดเครื่องซักผ้ายังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก เพราะปัจจุบันครัวเรือนที่มีเครื่องซักผ้ามีประมาณ 60% ของจำนวนครัวเรือทั้งหมด ขณะที่สินค้าในบ้านประเภทอื่น เช่น ตู้เย็น มีสัดส่วนถึง 90% ของครัวเรือนไทยแล้ว
ทั้งนี้ การขยายตัวของตลาดเครื่องซักผ้าโดยรวมจะเติบโตในกลุ่มเครื่องซักผ้าฝาหน้า ที่เจาะกลุ่มตลาดระดับบน โดยขยายตัวถึง 15% ขณะที่เครื่องซักผ้าฝาบนขยายตัวตามตลาด ส่วนเครื่องซักผ้า 2 ถัง เติบโตน้อยกว่าตลาดรวม ซึ่งเป็นไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูง ขณะเดียวกันช่วยในเรื่องความประหยัดและดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องซักผ้าแอลจีในช่วง 6 เดือนแรกมียอดขายเพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมียอดขายเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ในตลาดรวมเครื่องซักผ้า โดยมีส่วนแบ่ง 31% จากตลาดรวมในปีที่ผ่านมา ส่วนปีนี้คาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 35% จากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยมุ่งเครื่องซักผ้าฝาหน้าและฝาบนเป็นหลัก โดยใช้งบทำตลาดรวม 300 ล้านบาท จากงบการตลาดรวมของกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 400 ล้านบาท
ขณะที่สภาพตลาดโดยรวมของกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านยังคงแข่งขันสูง แม้ช่วงต้นปีผู้ประกอบการบางรายอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปีก่อน แต่ขณะนี้ทุกรายต่างกลับมาผลิตสินค้าได้เหมือนเดิม โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องซักผ้า นอกจากจะแข่งขันกับแบรนด์ญี่ปุ่นและเกาหลีแล้ว ยังต้องแข่งขันกับแบรนด์จากยุโรปด้วย ทำให้บริษัทต้องออกสินค้าใหม่ มุ่งเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดเครื่องซักผ้า ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ในปีนี้
ด้านผลดำเนินงานของแอลจีในช่วง 6 เดือนแรก มียอดขายเพิ่มขึ้น 10-15% ตามที่วางเป้าหมายไว้ คาดว่าถึงสิ้นปีจะมียอดขายรวม 2.2 หมื่นล้านบาท เป็นกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 9,500 ล้านบาท โดยเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องซักผ้า 5,000 ล้านบาท เติบโต 25% ตามด้วยเครื่องปรับอากาศ 3,500 ล้านบาท ที่เหลือเป็นตู้เย็น ไมโครเวฟ และเครื่องดูดฝุ่น 1,500 ล้านบาท







