
เสนอแทปไลน์ลงทุนสร้างท่อส่งน้ำมันเหนือ-อีสาน
กรมธุรกิจพลังงานเตรียมเสนอให้เอกชนรายเดียว ลงทุนโครงการท่อขนส่งน้ำมันเหนือ-อีสาน 1.5 หมื่นล้านบาท
กรมธุรกิจพลังงานเตรียมเสนอให้เอกชนรายเดียว ลงทุนโครงการท่อขนส่งน้ำมันเหนือ-อีสาน 1.5 หมื่นล้านบาท
ให้กระทรวงพลังงานรับทราบ ยันเอกชนต้องเป็นผู้ลงทุนรายเดียวเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน
นายสมนึก บำรุงสาลี รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า เตรียมเสนอผลศึกษาโครงการลงทุนท่อขนส่งน้ำมันภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ให้นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงานรับทราบ ซึ่งเบื้องต้นรูปแบบการลงทุนจะเป็นของเอกชนรายใดรายหนึ่งเท่านั้น ใช้เงินลงทุนกว่า 1.52 หมื่นล้านบาท เนื่องจากต้องการให้การดำเนินการที่มีความต่อเนื่องและเกิดความมั่นคงด้านพลังงาน
ทั้งนี้ การลงทุนควรจะเป็นของภาคเอกชนไม่ใช่ภาครัฐ เนื่องจากเป็นการวางระบบท่อน้ำมันเพื่อให้ผู้ประกอบการน้ำมันเกิดความสะดวกในการขนส่งน้ำมันไปยังภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งปัจจุบันมีการขนส่งน้ำมันทางท่อทางภาคตะวันออกวางท่อจาก อ.ศรีราชา มาที่ จ.สระบุรี อยู่แล้ว โดยมีบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย (แทปไลน์) เป็นผู้ดำเนินการ
โครงการท่อขนส่งน้ำมันที่กระทรวงพลังงานต้องการให้เกิดขึ้นจะแบ่งเป็น 2 เส้นทาง คือ สายเหนือจากสระบุรี-นครสวรรค์-พิษณุโลก-ลำปาง และสายอีสาน จากสระบุรี-นครราชสีมา-ขอนแก่น มีระยะทางรวม 950 กม. ซึ่งหากเป็นไปได้ก็ควรจะให้แทปไลน์เป็นผู้ดำเนินการโครงการนี้ต่อไป เพื่อให้เชื่อมโยงกับระบบท่อส่งน้ำมันที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กระทรวงพลังงานได้ประสานไปยังบริษัท ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในแทปไลน์ 30% ไปซื้อหุ้นเพิ่มคืนจากผู้ถือหุ้นที่เป็นบริษัทต่างชาติเพื่อให้ได้สัดส่วนหุ้นมากกว่า 50% ซึ่งจะทำให้มีอำนาจตัดสินใจลงทุนโครงการท่อส่งน้ำมันดังกล่าวได้คล่องตัวมากขึ้น แต่ล่าสุดผลการเจรจาซื้อหุ้นยังไม่ได้ข้อสรุป
คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่งก่อนโดยเฉพาะในเรื่องของมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมในการซื้อขาย โดยปัจจุบันผู้ถือหุ้นในแทปไลน์ที่เป็นต่างชาติ ได้แก่ เอสโซ่ 20.66% เชลล์ 14.87% เชฟรอน 9.9% ปิโตรนาส 3.97 % และบีพี 3.97 %
“ผลศึกษาระบุว่าเอกชนต้องเป็นผู้ลงทุนโครางการท่อส่งน้ำมัน และต้องเป็นรายใดรายหนึ่งเท่านั้น เพื่อให้ารดำเนินกิจการมีความเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่มีหลายบริษัทจะทำให้เกิดปัญหาการประสานงานกันได้ ส่วนจะเป็นบริษัทแทปไลน์หรือไม่นั้นคงต้องมาหารือร่วมกัน แต่ถ้าทำได้ก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะสามารถเชื่อมท่อสงน้ำมันจากสระบุรีกระจายไปยังเหนือและอีสานได้ทันที โดยจะนำผลศึกษาทั้งหมดรายงานให้ปลัดกระทรวงพลังงานรับทราบ เพื่อที่จะนำไปพิจารณาร่วมกันในการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนอีกครั้ง” นายสมนึก กล่าว
สำหรับเงินลงทุนกว่า 1.5 หมื่นล้านบาทนั้น จะแยกเป็น 2 ส่วนคือ การลงทุนในระบบท่อส่งน้ำมันประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นการสร้างคลังน้ำมันขึ้นมารองรับประมาณ 4 แห่ง ซึ่งจะมากำหนดพื้นที่ตั้งที่เหมาะสมอีกครั้ง โดยภาครัฐจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ลงทุนเอกชนในเรื่องของการประสานงานการเวนคืนที่ดินให้ประชาชน เพราะจะมีบางพื้นที่ที่ท่อขนน้ำมันผ่าน หรือการสร้างคลังน้ำมัน แต่ในหลักการการสร้างท่อขนส่งน้ำมันจะวางตามแนวทางรถไฟที่มีอยู่แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบกับประชาชนเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชน
สำหรับโครงการท่อส่งน้ำมันเหนือและอีสานหากเกิดขึ้นได้เร็วจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันลงได้ รวมทั้งทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในกทม.และต่างจังหวัดมีความใกล้เคียงกันมากขึ้น จากเดิมที่จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจะถูกบวกค่าขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้นทำให้ราคาน้ำมันแพงกว่าในพื้นที่ที่ใกล้กับคลังน้ำมันหรือโรงกลั่นน้ำมัน







