posttoday
มาร์จิน...แพงหรือถูก?

มาร์จิน...แพงหรือถูก?

12 มีนาคม 2553

การซื้อขายอนุพันธ์ทุกประเภทใน TFEX ล้วนแต่ต้องมีการวางเงินประกันทั้งสิ้น โดยสินค้าแต่ละประเภท จะมีการวางเงินประกันในอัตราที่แตกต่างกันไป สำหรับอัตราเงินประกันที่กำหนดไว้นั้นได้ผ่านการพิจารณาแล้วว่า ไม่แพง ไม่ถูก และมีความเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของสินค้าแต่ละประเภท ทั้งนี้ เพื่อให้ต้นทุนการทำธุรกรรมในตลาด TFEX ไม่แพงมากเกินไป และในขณะเดียวกันก็ไม่ถูกมากจนทำให้เกิดความเสี่ยงแก่สำนักหักบัญชี ซึ่งเป็นผู้รับประกันการซื้อขายทุกรายการที่เกิดขึ้นใน TFEX

การกำหนดอัตราเงินประกันใน TFEX นั้น ใช้วิธีเดียวกับที่ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกใช้กันอยู่ นั่นคือ จะกำหนดอัตราเงินประกันจากความผันผวนหรือการเปลี่ยนแปลงของราคาฟิวเจอร์สหรือของออปชันในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งในกรณีของไทยนั้น จะพิจารณาข้อมูลย้อนหลังในช่วง 60, 90, 120 และ 250 วันที่ผ่านมา โดยในการคำนวณดังกล่าว จะต้องทำการทดสอบทางสถิติด้วยว่า ค่าที่คำนวณได้นั้นสามารถรองรับความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 1 วัน ด้วยความเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง และจะมีการนำอัตราที่คำนวณได้นี้ไปทดสอบกับข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตด้วย ดังนั้น เรื่องของการกำหนดอัตราเงินประกัน จึงเป็นเรื่องของการคำนวณทางสถิติ ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกว่าถูกหรือแพงครับ

ทั้งนี้ หากจะเปรียบเทียบอัตราเงินประกันของเรากับตลาดในต่างประเทศ คงจะเทียบได้เฉพาะในเชิงของการคำนวณเท่านั้น เนื่องจากฟิวเจอร์สของไทยเป็นฟิวเจอร์สบนดัชนีหรือหลักทรัพย์ไทยซึ่งมีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนต่างประเทศ ในขณะที่วิธีการคำนวณอัตราเงินประกันนั้นเป็นแนวทางเดียวกันดังที่กล่าวข้างต้น อย่างไรก็ดี หากต้องการเทียบกันจริงๆ แล้ว โกลด์ฟิวเจอร์สคงเป็นสินค้าเดียวที่จะพอเทียบเคียงกันได้ในขณะนี้ เนื่องจากราคาทองคำมีการเปลี่ยนแปลงตามราคาทองในตลาดโลก ซึ่งทาง “นัดพบอนุพันธ์” เคยนำเสนอข้อมูลไปแล้วว่า ถึงแม้จะลดอัตรามาร์จินลง แต่อัตรามาร์จินของเราก็ยังอยู่ในระดับที่กล่าวได้ว่าสูงเป็นลำดับต้นๆ เชียวครับ

ส่วนที่มีการกล่าวว่า ตลาดในต่างประเทศมีการเก็บอัตรามาร์จินสูงถึง 20% ซึ่ง TFEX น่าจะพิจารณาเรียกเก็บมาร์จินเพิ่มขึ้นนั้น คงต้องขออธิบายว่า ตลาดในต่างประเทศนั้นมีทั้งตลาดที่ซื้อขายทองคำ spot และตลาดฟิวเจอร์ส จึงเป็นไปได้ว่า ในส่วนของการซื้อขายทองคำ spot อาจมีการเรียกเก็บเงินประกันส่วนหนึ่งไว้ก่อนที่จะให้ชำระเงินเต็มจำนวนในอีก 35 วันถัดไป ซึ่งแตกต่างจากการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สที่มีการเรียกเก็บเงินประกัน การคิดกำไรขาดทุนทุกวัน รวมทั้งการปรับบัญชีหลักประกันด้วยกำไรขาดทุนเหล่านั้นทุกวันอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเรียกเก็บเงินประกันในจำนวนที่สูงเช่นนั้น

อย่างไรก็ดี ในกรณีที่สภาพตลาดฟิวเจอร์สมีความผันผวนมาก สำนักหักบัญชียังมีการเรียกเก็บมาร์จินเพิ่มจากโบรกเกอร์ในอีกหลายประเภท ขอยกตัวอย่างกรณีของไทย นอกเหนือจากมาร์จินที่เก็บตามปกติแล้ว สำนักหักบัญชียังมีการติดตามสถานะของโบรกเกอร์ โดยนำส่วนของลูกค้าและพอร์ตของโบรกเกอร์มาคำนวณกำไรขาดทุนทุกชั่วโมง หากคำนวณแล้วพบว่า โบรกเกอร์ขาดทุนจากฟิวเจอร์สหรือออปชันที่ถือครองอยู่จนถึงระดับที่กำหนดไว้ ก็จะเรียกให้โบรกเกอร์นำเงินประกันมาวางเพิ่มภายใน 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ ในกรณีที่โบรกเกอร์รายใดมีการถือครองฐานะสูงมากเป็นพิเศษ ทำให้มีความเสี่ยงสูง สำนักหักบัญชีก็อาจพิจารณาเรียกเก็บเงินประกันประเภทอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการเรียกมาร์จินแบบพิเศษเหล่านี้มาแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่า การกำหนดอัตรามาร์จินในระดับของตลาดกับโบรกเกอร์นั้น ใช้วิธีการคำนวณทางสถิติ โดยไม่มีเรื่องของความรู้สึกมาเกี่ยวข้องว่าแพงไปหรือถูกไป แต่ในระดับของโบรกเกอร์กับลูกค้านั้น ปัจจุบันมีการกำหนดอัตรามาร์จินเพิ่มสูงกว่าอัตรามาร์จินที่สำนักหักบัญชีกำหนดอีกประมาณ 1.9 เท่า เพื่อให้ครอบคลุมความเสี่ยงจากการที่ลูกค้าจะนำเงินมาวางเพิ่มเติมกับโบรกเกอร์ช้ากว่าที่โบรกเกอร์วางเงินกับตลาด

ทั้งนี้ ในมุมมองของผู้ที่อยากเห็นมาร์จินแพงขึ้นนั้น อาจเป็นเพราะไม่อยากเรียกหลักประกันเพิ่มเติมบ่อยๆ ในช่วงที่ราคามีความผันผวนมาก และหากลูกค้านำเงินมาวางไม่ทันในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะต้องถูก force sale แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่อยากเรียกมาร์จินสูงกว่าโบรกเกอร์อื่น เพราะกลัวลูกค้าจะหนี ซึ่งการหาจุดสมดุลในประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบ ดังนั้น การเก็บมาร์จินแพงคงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เนื่องจากยังมีเรื่องของระบบการพิจารณาลูกค้า และการบริหารความเสี่ยงในด้านอื่นๆ ที่จำเป็นต้องนำมาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควรเช่นกัน

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน