
ธปท.เลิกเข้มขนเงินออกนอก
แค่5ล้านเหรียญไปลงทุนต่างชาติไม่ต้องขออนุญาต
แค่5ล้านเหรียญไปลงทุนต่างชาติไม่ต้องขออนุญาต
ธปท.ผ่อนเกณฑ์นำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ เล็งเปิดทางบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลรายย่อยที่มีทรัพย์สินน้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ออกไปลงทุนได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนไทยที่ต้องการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น ธปท.จะพิจารณาผ่อนคลายหลักเกณฑ์การนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติมให้นักลงทุนได้รับความสะดวกมากขึ้น
ทั้งนี้ หากนักลงทุนต้องการทำธุรกรรมซื้อหุ้น ตราสารหนี้ และอนุพันธ์ในต่างประเทศ ธปท.จะอนุญาตให้นักลงทุนรายย่อย สามารถสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ในต่างประเทศได้ในวงเงินไม่เกิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามความต้องการของนักลงทุน โดยไม่ต้องรอขออนุญาตจาก ธปท.ก่อน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องส่งรายงานการซื้อขายและยอดคงค้างหลัก ทรัพย์ต่างประเทศที่ถืออยู่ให้ ธปท.ทราบเป็นรายเดือนตามปกติเช่นเดิม นอกจากนี้ในอนาคต ธปท.ยังมีแนวทางที่จะขยายวงเงินเพิ่มเติมในส่วนนี้อีก
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เดิมการนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศต้องได้รับอนุมัติจาก ธปท.ก่อน แต่ เช่น กรณีบุคคลธรรมดาที่ลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคลหรือผ่านบริษัทนายหน้าซื้อขาย (โบรกเกอร์) จะอนุญาตให้ออกไปลงทุนได้ในวงเงินไม่เกิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 150 ล้านบาทต่อราย หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ
หรือกรณีนิติบุคคล หากเป็นนิติบุคคลที่มีทรัพย์สินมากกว่า 1,000 ล้านบาท จะได้วงเงินในการซื้อหลักทรัพย์ไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 1,500 ล้านบาทต่อราย แต่หากเป็นนิติบุคคลที่มีทรัพย์สินน้อยกว่า 1,000 ล้านบาท จะรับวงเงินไม่เกิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 150 ล้านบาทต่อราย เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เป็นต้น
“ที่ผ่านมา ธปท.ได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในการทำธุรกรรมการซื้อหุ้น ตราสารหนี้ และอนุพันธ์ในต่างประเทศของนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาไปพอสมควร จากเดิมจะออกไปต้องขอนุญาตจากเราและได้รับอนุญาตในการซื้อขายก่อน จึงสามารถไปลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศได้ ซึ่งการผ่อนคลายตามแนวทางเหล่านี้ก็เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ได้รับความสะดวกและรวดเร็วในการลงทุน ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น” นายประสารกล่าว
ทั้งนี้ ในระยะต่อไปธปท.จะอนุญาตให้นักลงทุนรายย่อย สามารถสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ในต่างประเทศได้ในวงเงินไม่เกิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามความต้องการของนักลงทุน โดยไม่ต้องรอขออนุญาตจากธปท.ก่อน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องส่งรายงานการซื้อขาย และยอดคงค้างหลักทรัพย์ต่างประเทศที่ถืออยู่ ให้ธปท.ทราบเป็นรายเดือนตามปกติเช่นเดิม นอกจากนี้ ในอนาคตธปท.ยังมีแนวทางที่จะขยายวงเงินเพิ่มเติมในส่วนนี้อีก
นายประสาร กล่าวว่า คาดว่าไม่เกินช่วงต้นไตรมาส 3 ปีนี้ แผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศของ ธปท. น่าจะพร้อมสำหรับการนำมาบังคับใช้ โดยในแผนดังกล่าวจะมีแนวทางและมาตรการในการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านเงินไหลออก เปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยที่ต้องการไปลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงไปซื้อสินทรัพย์ในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น ซึ่งมาตรการจะแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยในระยะที่ 1 จะเป็นการผ่อนกฎเกณฑ์ระเบียบเพื่อให้การนำเงินออกนอกประเทศสะดวกขึ้น เพิ่มเติมวงเงินที่จะสามารถนำออกไปลงทุน และให้กู้ยืมกับบริษัทในต่างประเทศ โดยอาจจะไม่มีการจำกัดวงเงิน รวมถึงการเพิ่มวงเงินการนำเงินออกไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังอาจจะผ่อนคลายเพิ่มเติมในส่วนของผู้นำเงินออกนอกประเทศ จะมีการเพิ่มเติมประเภทของบุคคล ผู้ที่สามารถนำเงินตราออกนอกประเทศ และเพิ่มสินทรัพย์ต่างประเทศที่จะสามารถไปลงทุนได้ให้หลากหลายมากขึ้น รวมถึงสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงและความซับซ้อนมากกว่าที่อนุญาตในปัจจุบัน
ในระยะที่ 2 จะผ่อนคลายกฎเกณฑ์การนำเงินออกนอกประเทศ เพื่อไปลงทุนให้กู้และลงทุนในหลักทรัพย์เพิ่มเติม ในกรณีที่อาจจะยังไม่ได้อนุญาตให้ดำเนินการได้ในระยะแรก
“ในระยะแรก จะเริ่มมีการทยอยออกมาตรการผ่อนคลายในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ และต่อเนื่องไปในปีหน้าทั้งปี ตามแนวทางของการจัดทำแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ได้เตรียมแนวทางการผ่อนคลายไว้แล้ว ช่วงเดือนมิ.ย.หรือเดือนก.ค.นี้ คงได้นำเสนอแผนให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คณะกรรมการ ธปท.รับทราบ เพื่อประกาศแผนแม่บทอย่างเป็นทางการ โดยการดำเนินมาตรการเงินไหลออกในระยะที่ 1 จะมีการพิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสม ส่วนในระยะที่ 2 เป็นการเตรียมการณ์ล่วงหน้าที่จะกำหนดมาตรการผ่อนคลายเงินไหลออกให้ต่อเนื่องและเหมาะสมกับสถานการณ์ทางการเงินโลก รวมถึงเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจของไทย” นายประสาร กล่าว
ทั้งนี้ ข้อมูลการไหลออกของเงินลงทุนไทยไปต่างประเทศในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ พบว่า มีเงินไปลงทุนในต่างประเทศ ทั้งการลงทุนโดยตรง การให้กู้ยืม และการซื้อหลักทรัพย์รวมทั้งสิ้น 9,974 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 2.99 แสนล้านบาท แบ่งเป็น เงินลงทุนโดยตรงในกิจการในต่างประเทศและการให้กู้ยืมในต่างประเทศ 4,471 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 1.34 แสนล้านบาท เงินลงทุนในหลักทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ และอนุพันธ์ 5,503 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.65 แสนล้านบาท







