
‘บิวท์ทูบิวด์’จ่อขึ้นราคาอีกรอบ
ชี้ต้นทุนสร้างบ้านพุ่ง14.5%แบกไม่ไหวขอปรับทุก6เดือน
ชี้ต้นทุนสร้างบ้านพุ่ง14.5%แบกไม่ไหวขอปรับทุก6เดือน
กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ โอด เจอต้นทุนเพิ่มรอบด้าน ต้องขยับราคาบ้านทุก 6 เดือน พร้อมขยายเวลาสร้างบ้านอีก 13 เดือน
นายสุธี เกตุสิริ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ ผู้ดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีบริษัทได้ปรับราคารับสร้างบ้านขึ้น 5% และคาดว่าในครึ่งปีหลังจะปรับราคาอีก 5% และต่อไปต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาบ้านทุก 6 เดือน เนื่องจากต้นทุนในการดำเนินธุรกิจปรับสูงขึ้น หลังจากรัฐบาลประกาศปรับค่าจ้างแรงงาน
นอกจากนี้ การขาดแคลนแรงงานส่งผลให้บริษัทจะต้องขอขยายระยะเวลาก่อสร้างบ้านออกไปเพิ่มขึ้นอีกเฉลี่ย 13 เดือน เนื่องจากแรงงานมีจำนวนลดลง ทำให้ต้องมาพิจารณาการใช้ระบบก่อสร้างสำเร็จรูปหรือพรีแฟบให้มากขึ้น
นายสุธี กล่าวอีกว่า สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้านได้รับผลกระทบด้านแรงงานใน 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.วิกฤตมหาอุทกภัยที่ทำให้แรงงานส่วนหนึ่งหันไปรับงานซ่อมแซมบ้านพักอาศัยในหมู่บ้านต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมหลายพันหลัง คาดว่าต้องใช้เวลาถึงกลางปี 2555 จึงจะเริ่มกลับเข้าสู่ระบบตามเดิม แต่คงกลับมาไม่ทั้งหมด 2.นโยบายประกันราคาข้าว ที่สร้างแรงจูงใจให้แรงงานกลับไปสู่ภาคการเกษตร 3.แรงงานต่างด้าวกลับประเทศ เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าอยู่ในช่วงขยายประเทศ และ 4.การปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน
ทั้งนี้ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท กระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากต้นทุนในการก่อสร้างบ้าน 1 หลัง แบ่งออกเป็นค่าวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ก่อสร้าง 70% และค่าแรงงาน 30% จากเดิมที่ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำคือ 225 บาทต่อวัน ปรับเป็น 300 บาทต่อวัน คิดเป็นอัตราส่วนเพิ่มขึ้น 39% และต้องมีการปรับค่าจ้างแรงงานเดิมที่มีอยู่แล้วให้สูงขึ้นด้วย
สำหรับภาพรวมเมื่อมีการปรับค่าจ้างถึง 25% จะส่งผลให้ต้นทุนบ้านปรับสูงขึ้นไปแล้ว 7.5% เฉพาะผลกระทบจากค่าแรงงาน ส่วนผลกระทบตามมาคือภาวะเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงานมีผลให้ราคาวัสดุ อุปกรณ์ก่อสร้าง ปรับสูงขึ้นเฉลี่ย 710% ของต้นทุนรวม ซึ่งเมื่อรวมกับค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างบ้าน 1 หลัง เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 14.5%
ปัจจุบันบริษัทมีบ้านที่รับก่อสร้างอยู่ในมือแล้ว (แบ็กล็อก) จำนวน 220 หลัง คิดเป็นมูลค่า 850 ล้านบาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างแน่นที่จะต้องทยอยก่อสร้างให้กับลูกค้า ขณะที่ในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไว้ 900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20% ที่มียอดขายรวม 700 ล้านบาท โดยใน 4 เดือนแรกของปีนี้มียอดขายแล้ว 280 ล้านบาท







