
เทรนหวนรุกแอร์บ้าน-คอนโด
เน้นประหยัดรักษ์สิ่งแวดล้อมชี้ร้อนจัดหนุนยอดขายโต20%
เน้นประหยัดรักษ์สิ่งแวดล้อมชี้ร้อนจัดหนุนยอดขายโต20%
เทรนหวนรุกตลาดแอร์ในรอบ 7 ปี ชูเทคโนโลยี “กรีนเนอร์จี” เจาะกลุ่มบ้านขนาดใหญ่คอนโด ดันโต 20% สิ้นปี
นายมหิธร วิภัติภูมิประเทศ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เทรน (ประเทศไทย) ผู้จัดจำหน่ายและทำตลาดเครื่องปรับอากาศ “เทรน” เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมงบราว 40 ล้านบาท ทำตลาดเครื่องปรับอากาศ (แอร์) รุ่นใหม่ เทรน กรีนเนอร์จี (TRANE GREENERGY) เพื่อทำตลาดเชิงรุกเครื่องปรับอากาศในไทยอย่างต่อเนื่อง จากในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา บริษัทไม่มีกิจกรรมทางการตลาดมากนัก
สำหรับแอร์เทรนรุ่นดังกล่าว จะคำนึงถึงการใช้พลังงานอย่างประหยัด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จับกลุ่มเป้าหมายหลักโครงการที่พักอาศัยบ้านเดียวที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือคอนโดมิเนียมที่มีราคาแพง เพื่อช่วยประหยัดพื้นที่ จากนวัตกรรมการกระจายความเย็นอย่างทั่วถึงตั้งแต่ 2 ถึง 8 ห้อง จากคอมเพรสเซอร์เดียว โดยเครื่องปรับอากาศเทรน กรีนเนอร์จี มีให้เลือก 3 รุ่น 9 รูปแบบการใช้งาน
ขณะที่ราคาจำหน่ายแอร์เทคโนโลยีรุ่นดังกล่าว จะขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการที่อยู่อาศัยที่เข้าไปติดตั้ง โดยบริษัทจะทำตลาดผ่านทีมขายและตัวแทนจำหน่ายที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ จากปัจจุบันบริษัททำตลาดเครื่องปรับอากาศในกลุ่มครัวเรือน (โฮมยูส) โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 9,000 บีทียู ราคาจำหน่ายราว 1.7 หมื่นบาท และทำตลาดผ่านโครงการขนาดต่างๆ ทั้งเล็ก กลาง และใหญ่
ทั้งนี้ ตลาดรวมแอร์ช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มโฮมยูสของบริษัทมีอัตราเติบโตกว่า 20% จากปัจจัยอากาศที่ร้อนจัด และร้อนนาน จากปัจจุบันตลาดรวมแอร์ มีมูลค่ารวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเครื่องปรับอากาศครัวเรือน 1.5 หมื่นล้านบาท ตลาดโครงการขนาดเล็กประมาณ 4,000 ล้านบาท โครงการขนาดกลาง 3,000 ล้านบาท และขนาดใหญ่ 3,000 ล้านบาท และเติบโตในสัดส่วนเดียวกัน 20%
พร้อมกันนี้บริษัทมีแผนทบทวนการปรับราคาสินค้าเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นในอนาคต จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ต้นทุนแรงงานอัตรา 300 บาท ค่าพลังงานที่มีผลกระทบกับค่าขนส่งและกระจายสินค้า และสุดท้ายต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตสินค้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทนำเทคโนโลยีการผลิต อาทิ ลีน มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน เพื่อให้สินค้ายังสามารถจำหน่ายได้ในราคาเดิม
“จากความต้องการของสินค้าแอร์ที่มีสูงในตลาดต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องวางแผนการผลิตสินค้าให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้สายการผลิตสะดุด โดยสิ้นปีบริษัทคาดมีส่วนแบ่งตลาดรวมเพิ่มขึ้น 18% หรือมียอดขายเติบโตขึ้น 20% จากปีก่อนมีรายได้กว่า 4,000 ล้านบาท” นายมหิธร กล่าว







