
เอกชนติดปีกลงทุนนอก
ในระยะเวลาที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พยายามที่จะหนุนเอกชนไทยนำเงินไทย
ในระยะเวลาที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พยายามที่จะหนุนเอกชนไทยนำเงินไทย
ไปลงทุนในต่างประเทศให้มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อลดการแข็งค่าของเงินบาทที่เกิดจากเงินทุนไหลเข้าในช่วงที่ผ่านมา 4-5%
นอกจากนี้ ยังเป็นการเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจไทยในต่างแดนให้มีมากขึ้น
แต่ที่ผ่านมาเงินทุนยังไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่องสูงถึง 3.08 แสนล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาในตลาดเงินและตลาดทุนของไทยที่มีผลตอบแทนสูง
ขณะที่เงินทุนลงทุนในต่างประเทศนั้น ข้อมูลล่าสุด ธปท.รายงานออกมาก็ถือว่าไม่ธรรมดา
ตัวเลขการลงทุนของเอกชนในต่างประเทศผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งการลงทุนโดยตรง การลงทุนในหลักทรัพย์ (หุ้น) การลงทุนในเงินสด และการฝากเงินไว้ที่ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
ไตรมาสแรกปีนี้ภาคธุรกิจและนักลงทุนไทยนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศรวมกันสูงถึง 9,975 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.08 แสนล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน 30.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
แบ่งเป็นเงินลงทุนโดยตรงในต่างประเทศมีทั้งสิ้น 2,708 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8.37 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 2.83 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินลงทุนนอกเพิ่มขึ้นน่าจะเป็นผลจากการย้ายฐานการผลิตสินค้าไปผลิตในประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย
หากแยกตามประเภทธุรกิจที่ไปลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ ธุรกิจการผลิตอาหาร สูงที่สุด 1.49 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นธุรกิจด้านกิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย 1.47 หมื่นล้านบาท ถัดมาเป็นธุรกิจด้านเหมืองแร่และเหมืองหิน 5,790 ล้านบาท และยังมีธุรกิจด้านการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า การขายส่งขายปลีกและการซ่อมยานยนต์และมอเตอร์ไซค์ การผลิตเคมีภัณฑ์ การก่อสร้าง ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร ฯลฯ อีกที่มีการออกไปลงทุนในต่างประเทศ
สำหรับกลุ่มประเทศที่ภาคธุรกิจไทยเลือกไปลงทุนมากที่สุดในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ พบว่าอันดับแรกเป็นสหภาพยุโรป มีวงเงินประมาณ 1.86 หมื่นล้านบาท อันดับสองเป็นกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ วงเงิน 1.48 หมื่นล้านบาท ซึ่งในกลุ่มอาเซียนประเทศพม่าเป็นประเทศที่ธุรกิจไทยเลือกไปลงทุนมากที่สุดถึง 6,564 ล้านบาท ส่วนอันดับสามเป็นออสเตรเลีย มีวงเงินไปลงทุน 5,297 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเงินลงทุนไทยไปจีนกลับมีไม่มากแค่ประมาณ 800 ล้านบาทเท่านั้น
ขณะที่ยอดการไปลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศของไทยในไตรมาสแรกปีนี้ พบว่ามีทั้งสิ้น 4,515 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าประมาณ 1.14 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ในต่างประเทศประมาณ 4,651 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.44 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นกลับติดลบเล็กน้อยประมาณ 136 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,202 ล้านบาท
ด้านการนำเงินไปลงทุนในเงินสดและการฝากเงินในต่างประเทศของไทยในไตรมาสแรกปีนี้ พบว่ามียอดเพิ่มขึ้นอย่างน่ามีนัยสำคัญ 2,752 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.64 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
แหล่งข่าวจาก ธปท. ระบุว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ธปท.มีนโยบายที่จะผ่อนคลายหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของนักลงทุนที่จะนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ และวงเงินที่จะนำออกนอกประเทศเพื่อลงทุนเพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกและจูงใจให้นักลงทุนนำเงินไปลงทุนเพิ่มขึ้น ตามแผนการเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายของ ธปท.ที่ต้องการสร้างกลไกเงินทุนไหลเข้าและออกให้สมดุลมากขึ้น โดยหวังว่าจะมีผลดีต่อค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนต่อภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนมากเกินไป
ขณะที่ สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เตรียมเสนอมาตรการส่งเสริมการนำเงินไปลงทุนนอกประเทศให้รัฐบาลเห็นชอบภายในปีนี้ธปท.เผยปี 55 ธุรกิจไทยนิยมไปลงทุนนอกเพิ่มขึ้น ผ่านรูปแบบการย้ายฐานการผลิตและลงทุนเก็งกำไรในต่างประเทศ ส่งผลให้ยอดคนไทยไปลงทุนนอกในช่องทางต่างๆไตรมาสแรกปีนี้สูงถึง 3.02 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่ยังมุ่งไปยุโรป ส่งผลให้ธปท.เตรียมคลายหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในครึ่งปีหลังหนุนเงินไหลเข้าออกสมดุล
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ทิศทางการออกไปลงทุนในต่างประเทศของคนไทยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ น่าจะเป็นทิศทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อจากปีที่แล้ว เพราะหากพิจารณาจากยอดการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ การลงทุนโดยตรง การลงทุนในหลักทรัพย์(หุ้น) การลงทุนในเงินสดและการฝากเงินไว้ที่ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น จะพบว่าไตรมาสแรกปีนี้ภาคธุรกิจและนักลงทุนไทยนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศรวมกันสูงถึง 9,775 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3.02 แสนล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน 30.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ
ทั้งนี้ แบ่งเป็นเงินลงทุนโดยตรงในต่างประเทศมีทั้งสิ้น 2,708 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 8.37 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 2.83 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินลงทุนนอกเพิ่มขึ้นน่าจะเป็นผลจาก การย้ายฐานการผลิตสินค้าไปผลิตในประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย
และหากแยกตามประเภทธุรกิจที่มีรายละเอียดถึงเดือน ก.พ.ปีนี้ พบว่า เฉพาะในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ธุรกิจการผลิตสินค้า โดยเฉพาะธุรกิจการผลิตอาหาร เป็นธุรกิจของไทยที่ไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศสูงที่สุด 1.49 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นธุรกิจด้านกิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย 1.47 หมื่นล้านบาท ถัดมาเป็นธุรกิจด้านเหมืองแร่และเหมืองหิน 5,790 ล้านบาท และยังมีธุรกิจด้านการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า การขายส่งขายปลีกและการซ่อมยานยนต์และมอเตอร์ไซด์ การผลิตเคมีภัณฑ์ การก่อสร้าง ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร ฯลฯ อีกที่มีการออกไปลงทุนในต่างประเทศ
สำหรับกลุ่มประเทศที่ภาคธุรกิจไทยเลือกไปลงทุนมากที่สุดในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ พบว่า อันดับแรกเป็นสหภาพยุโรปมีวงเงินประมาณ 1.86 หมื่นล้านบาท อันดับสองเป็นกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศวงเงิน 1.48 หมื่นล้านบาท ซึ่งในกลุ่มอาเซียนประเทศพม่าเป็นประเทศที่ธุรกิจไทยเลือกไปลงทุนมากที่สุดถึง 6,564 ล้านบาท ส่วนอันดับสามเป็นออสเตรเลียมีวงเงินไปลงทุน 5,297 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเงินลงทุนไทยไปจีนกลับมีไม่มากแค่ประมาณ 800 ล้านบาทเท่านั้น
ขณะที่ยอดการไปลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศของไทยในไตรมาสแรกปีนี้ พบว่า มีทั้งสิ้น 4,515 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 1.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าประมาณ 1.14 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ในต่างประเทศประมาณ 4,651 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.44 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นกลับติดลบเล็กน้อยประมาณ 136 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 4,202 ล้านบาท
ด้านการนำเงินไปลงทุนในเงินสดและการฝากเงินในต่างประเทศของไทยในไตรมาสแรกปีนี้ พบว่า มียอดเพิ่มขึ้นอย่างน่ามีนัยสำคัญ โดยมียอดการลงทุนในเงินสดและเงินฝากทั้งสิ้น 2,752 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.64 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
ด้านแหล่งข่าวจากธปท. ระบุว่า แนวโน้มการลงทุนในในต่างประเทศของภาคธุรกิจและนักลงทุนไทยในปีนี้ยังน่าจะสูงกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากปีที่ผ่านมามียอดการลงทุนโดยตรง ยอดลงทุนในหลักทรัพย์ และการลงทุนในเงินสดและเงินฝากในต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 1.63 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5.03 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศนั้น ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ธปท.มีนโยบายค่อยข้างชัดเจนแล้ว ที่จะผ่อนคลายหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของนักลงทุนที่จะนำเงินออกลงทุนในต่างประเทศได้ และวงเงินที่จะนำออกนอกประเทศเพื่อลงทุนเพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกและจูงใจให้นักลงทุนนำเงินไปลงทุนเพิ่มขึ้น ตามแผนการเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายของธปท.ที่ต้องการสร้างกลไกลเงินทุนไหลเข้าและออกให้สมดุลมากขึ้น โดยหวังว่าจะมีผลดีต่อค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนต่อภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนมากเกินไป







