posttoday
หุ้นไทย พ.ค. ยิ่งสูงยิ่งหนาวแนะหุ้นคุณค่าธนาคาร-หุ้นรายตัว

หุ้นไทย พ.ค. ยิ่งสูงยิ่งหนาวแนะหุ้นคุณค่าธนาคาร-หุ้นรายตัว

04 พฤษภาคม 2555

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

ถึงแม้ดัชนีหุ้นไทยกลับมายืนเหนือ 1,200 จุดอีกครั้ง และดูเหมือนว่าจะมีแรงเหวี่ยง (โมเมนตัม) ที่จะขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ได้ แต่โบรกเกอร์ยังไม่เปลี่ยนมุมมองไปในทางบวก และยังมองเป็นการขึ้นเพื่อลงแรงในไม่ช้านี้

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ (บล.ทิสโก้) มีมุมมองว่า หลายปัจจัยบ่งชี้ว่า ตลาดในเดือน พ.ค. เข้าสู่ช่วงอันตรายมากจาก

ประการแรก ตลาดน่าจะกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยุโรปในช่วง 12 เดือนข้างหน้า จากความไม่แน่นอนทางการเมืองของหลายประเทศที่มีการเลือกตั้ง ประกอบกับใกล้ถึงกำหนดเส้นตายที่ภาคธนาคารต้องดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์ไม่ให้ต่ำกว่าระดับ 9% ภายในเดือน มิ.ย.นี้

ประการที่สอง งบไตรมาสแรกของหุ้นนอกกลุ่มธนาคาร (Real Sectors) อาจน่าผิดหวัง หลังการประเมินคร่าวๆ ในแง่ดีก็ไม่เติบโต จากช่วงเดียวกันของปีก่อนแม้มีการลดอัตราภาษีลง สิ่งนี้น่าจะกระตุ้นให้เกิดแรงขายทำกำไรในลักษณะ “ขาย” เมื่องบจริงปรากฏ หลังราคาหุ้นขึ้นมามากแล้วในช่วงที่ผ่านมา

ประการที่สาม ตามการศึกษาของดอยช์แบงก์ซึ่งเป็นพันธมิตรงานด้านวิจัยระบุว่า ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูกาลที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐมักจะออกมาแย่กว่าคาด

ประการที่สี่ น่าจะเห็นต่างชาติขายหุ้นหนักๆ ในเดือน พ.ค. เหมือนช่วง 2 ปีก่อน

ประการที่ห้า สัดส่วนความเสี่ยงและผลตอบแทนลดลงอย่างต่อเนื่องและเริ่มได้ไม่คุ้มเสีย หลังต่ำกว่า 1 และเข้าใกล้ศูนย์มากขึ้น

ประการที่หก การวิเคราะห์เชิงปริมาณและทางปัจจัยเทคนิคบ่งชี้ตลาดร้อนแรงและมีความเสี่ยงสูงมากโดย ดัชนีปรับตัวขึ้นมา 7 เดือนติดต่อกันแล้วรวม 30%

จากการศึกษาของ บล.ทิสโก้ พบว่าโอกาสที่ดัชนีจะปรับขึ้นเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันมีไม่ถึง 5% เท่านั้น หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ โอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวลงในเดือน พ.ค. มีมากกว่า 95% นอกจากนี้ในทางปัจจัยเทคนิค ดัชนีเกิดสัญญาณ “Bearish Divergence”

“เรายังคงมองดัชนีแถว 1,200 ขึ้นไปเป็นจุดอิ่มตัว ไม่เหมาะที่จะเข้าลงทุน เพราะเสี่ยงต่อการปรับตัวลงมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพรวมเราจึงอยู่ในช่วงลดน้ำหนักพอร์ตการลงทุนอยู่”

อย่างไรก็ดี ด้วยเดือน พ.ค.เป็นฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก ทำให้ยังพอมีประเด็นให้เลือกเล่นสั้นๆ เป็นรายตัวอยู่

“เราแนะนำหุ้นที่งบดี ยังมีปรับขึ้นน่าสนใจ และ/หรือมีโอกาสที่ตลาดจะปรับประมาณการและมูลค่าเหมาะสมหุ้นขึ้น โดยหุ้นที่เราแนะนำในเดือน พ.ค. คือ บริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น (AS) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) บริษัท การบินไทย (THAI) บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ (TIPCO) และบริษัท วีนิไทย (VNT)

ด้านแนวต้านและแนวรับสำคัญของดัชนีเดือนนี้อยู่ที่ 1,230-1,250 และ 1,180 1,150 ตามลำดับ

นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต เชื่อว่าตลาดเต็มมูลค่าแล้ว โดยตั้งข้อสังเกตว่า

ประการแรก มูลค่าหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งแตะระดับจุดสูงสุดใหม่ ใกล้เป้าหมายที่ตั้งไว้ ขณะที่หุ้นถูกแนวโน้มไม่โดดเด่น

ประการที่สอง รวมการคาดหวังต่อการเติบโตกำไรที่ค่อนข้างสูงที่ 21% ในปีนี้ไว้แล้ว

ประการที่สาม ตลาดรับรู้ปัจจัยบวกต่างๆ ด้านเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงในประเทศจะเริ่มเป็นที่กังวลมากขึ้น

ประการที่สี่ เงินไหลเข้าสู่จุดสูงสุดในช่วงตลาดโลกสู่จุดสูงสุดในปี 2551 แล้ว ขณะที่สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติได้เลยจุดสูงสุดเดิมไปแล้ว

ในขณะที่อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าบัญชี (พี/บีวี) ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ทำจุดสูงสุดใหม่แล้วที่ 1.8 เท่า แต่ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) ยังน่าสนใจ เนื่องจากปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ พี/บีวี 1 เท่า แม้หลังควบกิจการกับ บล.ภัทร (PHATRA) จะมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) 13.6% ในปี 2556 และสูงขึ้นต่อเนื่องในกลุ่มธนาคารใหญ่ นับว่าธนาคารกรุงไทย (KTB) น่าสนใจกว่า

นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ราคาหุ้น KTB ปรับตัวน้อยกว่าหุ้นกลุ่มธนาคาร 6% หลังนักลงทุนกังวลเรื่องการเพิ่มทุนมากจนเกินไป

“เราเชื่อว่า KTB จะไม่เพิ่มทุนเร็วๆ นี้ และอัตราส่วนราคาต่ออัตราเติบโตกำไรเฉลี่ยต่ำสุด 0.2 ในขณะที่พี/อีต่ออาร์โออี 0.08 เท่า และอัตราผลตอบแทนต่อปันผล 4.8% สูงอันดับสองของอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงเลือกหุ้น KTB และหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) เป็นหุ้นที่แนะนำ

ราคาหุ้นบริษัท จีเอฟพีที (GFPT) ปรับตัวน้อยกว่าตลาด หลังราคาขายไก่ต่ำกว่าจุดคุ้มทุน และผลการดำเนินไตรมาสแรกปีนี้อ่อนแอ จะถือเป็นฐานต่ำที่ทำให้ราคาไก่ปรับตัวสูงขึ้นน่าสนใจ

บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) มีความน่าสนใจที่จะเข้าซื้อกิจการใหม่ และการปรับพี/อีหลังบริษัทหันมาเน้นการมีแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเองเทียบในอดีตรับจ้างผลิต

หากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) สามารถซื้อขายที่ระดับ 15.8 เท่า จึงไม่น่ามีความแตกต่างกับ TUF ในขณะที่ บริษัท ไทยคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) เป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นช้า หลังฟื้นตัวจากน้ำท่วม มีอัตราผลตอบแทนปันผล 9% และซื้อขายที่ระดับ พี/อี 10 เท่า

ส่วนผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่าง บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) ที่ได้รับผลบวกต่อน้ำท่วม ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ พี/อี 20 เท่า และบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) 15 เท่า

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย