
ซื้อหุ้นกู้ ได้มากกว่าดอกเบี้ย (ตอน 2)
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
สัปดาห์ที่แล้วยังไม่ทันจะรู้ว่าสิ่งที่มากกว่าดอกเบี้ยคืออะไรและน่าสนใจมากแค่ไหน แถมยังถามคำถามที่ควรจะถามก่อนซื้อหุ้นกู้ยังไม่ครบพื้นที่ก็หมดเสียก่อน เลยต้องมาต่อกันในสัปดาห์นี้
4 คำถามก่อนจะลงทุน
ครั้งที่แล้วถามไปได้แค่ 3 ยังเหลืออีก 1 คำถามสำคัญ แต่ก่อนจะไปถึงคำถามที่ 4 ต้องมาไล่เรียงกันก่อนว่า ก่อนจะลงทุนหุ้นกู้ เราควรจะถามคนขายหุ้นกู้ด้วยคำถามต่อไปนี้
คำถามที่ 1 จ่ายดอกเบี้ยเท่าไรและจ่ายอย่างไร
นอกจากจะถามว่าดอกเบี้ยเท่าไรแล้ว อีกคำถามที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยคือ แล้วจะจ่ายอย่างไร จะจ่ายกันทุก 6 เดือน หรือมีเงื่อนไขการจ่ายดอกเบี้ยไว้เป็นอย่างอื่น เช่น จ่ายเป็นรายปี หรือจ่ายเพียงครั้งเดียวเมื่อหุ้นกู้ครบอายุ
นอกจากนี้ ในกรณีที่กำหนดดอกเบี้ยลอยตัวหรือกำหนดว่าจะจ่ายดอกเบี้ยอิงกับตัวแปรอื่น นักลงทุนจะต้องศึกษาเงื่อนไขการจ่ายดอกเบี้ยให้ชัดเจนว่าตัวแปรที่นำมาอ้างอิงนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จากปัจจัยใดบ้าง และวิธีการคำนวณผลตอบแทนเป็นอย่างไร
คำถามที่ 2 ครบกำหนดเมื่อใด และคนออกหุ้นกู้มีสิทธิซื้อคืนก่อนกำหนดได้หรือไม่
เหตุผลที่ต้องถามเรื่องเวลาครบกำหนด เพราะเราจะประเมินได้ว่าระยะเวลาการลงทุนกับความต้องการใช้เงินของเรามันสอดคล้องกันหรือไม่ จะได้ไม่ต้องไปลุ้นว่าจะกำไร/ขาดทุนตอนที่จำเป็นต้องขาย
อีกหนึ่งคำถามที่เกี่ยวกับอายุหุ้นกู้คือ ผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิที่จะขอซื้อหุ้นกู้ตัวนั้นคืนก่อนกำหนดได้หรือไม่ เพราะหากผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิที่จะขอซื้อคืนก่อนกำหนด (Call Option) อาจจะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดไว้ ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงของนักลงทุน
คำถามที่ 3 ความน่าเชื่อถือในด้านเครดิตเป็นอย่างไร และได้เรตติ้งเท่าไร?
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดให้ “หุ้นกู้ทุกรุ่น” ต้องบอกอันดับความเสี่ยงด้านเครดิต หรือเรียกว่า อันดับเครดิตของหุ้นกู้ (Issue Rating) เอาไว้ในหนังสือชี้ชวน
เพราะฉะนั้น คำถามที่ลืมไม่ได้เด็ดขาดคือ หุ้นกู้รุ่นนี้ได้เรตติ้งเท่าไร เพราะนอกจากแต่ละบริษัทที่ออกหุ้นกู้จะมีอันดับเครดิตที่ไม่เท่ากันแล้ว บริษัทเดิมแต่ออกหุ้นกู้รุ่นใหม่ หุ้นกู้รุ่นนั้นอาจจะได้เรตติ้งไม่เหมือนรุ่นก่อนหน้าก็ได้
สำหรับอันดับเครดิตที่จัดว่า “น่าลงทุน” คือ อันดับตั้งแต่ BBB ขึ้นไป เพราะถือว่าเป็นหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง แต่หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตน้อยกว่า ยิ่งต้องให้ดอกเบี้ยมากกว่า เพื่อจูงใจให้นักลงทุนยอมลงทุนเพื่อแลกกับความเสี่ยงที่มากขึ้น
อีกสิ่งหนึ่งที่มาคู่กับอันดับเครดิตคือ แนวโน้มอันดับเครดิตในอนาคต (Rating Outlook) ซึ่งพอจะบอกได้ว่าในอีก 12–18 เดือนข้างหน้า อันดับเครดิตมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน เป็นเชิงบวก เชิงลบ หรือมีเสถียรภาพ
คำถามที่ 4 มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ หรือไม่?
นอกจากเงื่อนไขทั่วๆ ไปแล้ว ผู้ออกหุ้นกู้อาจจะกำหนดเงื่อนไขพิเศษพ่วงมาด้วย ซึ่งนักลงทุนต้องถามให้แน่ใจ เพราะเงื่อนไขพิเศษๆ เหล่านี้มักจะมีผลต่อ “สิทธิ” ของนักลงทุนในฐานะเจ้าหนี้ เช่น หุ้นกู้รุ่นนั้นเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิหรือไม่ หรือเป็นหุ้นกู้ที่มีหลักประกันหรือไม่
ในช่วงที่ผ่านมา มักจะเห็นว่าหุ้นกู้ของสถาบันการเงินมักจะเป็น “หุ้นกู้ด้อยสิทธิ” การเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะไม่เป็นปัญหา ถ้าผู้ออกหุ้นกู้สามารถจ่ายดอกเบี้ยพร้อมกับคืนเงินต้นได้ตามที่กำหนดไว้ แต่หากบริษัทมีปัญหาไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ นักลงทุนที่ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญในการเรียกร้องสินทรัพย์จากผู้ออก หรือได้รับชำระคืนเงินต้นหลังจากเจ้าหนี้รายอื่นๆ แต่ยังคงมีสิทธิเหนือกว่าผู้ถือหุ้น
อีกเงื่อนไขหนึ่งที่พบในหุ้นกู้คือ หุ้นกู้มีประกันกับหุ้นกู้ไม่มีประกัน ซึ่งหากต้องเลือกหุ้นกู้ที่มีประกันกับไม่มีประกัน นักลงทุนอาจจะคิดว่าหุ้นกู้มีประกันน่าจะดีกว่า แต่ ก.ล.ต.แนะนำว่า “หากเป็นหุ้นกู้มีประกัน ต้องดูว่าเป็นการประกันโดยบุคคลที่ 3 หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน การค้ำประกันนั้นมีความน่าเชื่อถือในด้านเครดิตอย่างไร”
ลงทุนหุ้นกู้
หลังจากถามคำถามที่จำเป็นเรียบร้อยแล้ว และตั้งใจจะลงทุนกันแล้ว ก็มีช่องทางลงทุนได้หลายช่องทาง ทั้งการซื้อโดยตรงและการซื้อผ่านกองทุนรวม
ซื้อโดยตรง – บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ส่วนใหญ่จะขายผ่านธนาคารพาณิชย์ และอาจจะมีการขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซึ่งในปัจจุบันทั้งสองช่องทางสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะการขายผ่านสาขาธนาคาร
แต่สำหรับหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่บางแห่ง แม้จะมีช่องทางเข้าถึงได้ง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะซื้อกันได้ง่ายๆ เพราะมีนักลงทุนจำนวนมากต้องการถือหุ้นกู้ตัวเดียวกัน ทำให้ต้องมีการจองซื้อและสุ่มรายชื่อ “ผู้โชคดี” เพราะฉะนั้นนอกจากจะต้องรอจังหวะการเปิดขายแล้ว ยังต้อง “ดวงดี” ด้วย
นักลงทุนวัยเกษียณท่านหนึ่งบอกว่า พยายามจองซื้อหุ้นกู้บริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งทุกรอบ ทุกรุ่นที่มีการเปิดให้จองซื้อ แต่เธอเพิ่งจะ “จับฉลากได้” เมื่อไม่นานมานี้เอง
“พนักงานธนาคารบอกว่า ป้าดวงดีมาก เพราะคนอื่นที่ไปจองซื้อสาขาเดียวกัน มีป้าได้คนเดียว” เธอเล่าด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมกับบอกว่า “ถ้าซื้อได้แล้ว ครั้งต่อไปก็สบายแล้ว ไม่ต้องมาลุ้นอีก เพราะจะได้สิทธิซื้อล็อตใหม่ได้เลย”
แต่การซื้อหุ้นกู้ต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำค่อนข้างมาก เพราะไม่ใช่แค่หลักพัน แต่ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่หลักแสน และบางบริษัทเริ่มต้นที่หลักล้าน
ซื้อผ่านกองทุนรวม – ถ้าต้องการลงทุนในหุ้นกู้ แต่ไม่ต้องการลงทุนโดยตรง สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียงหลักพันหรือหลักหมื่นเท่านั้น และสามารถเลือกลงทุนในกองทุนเปิดที่สามารถไถ่ถอนได้ทุกวัน หรือกองทุนปิดที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนก็ได้
อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการกองทุนบอกว่า ในกรณีที่เป็นกองทุนปิดอาจจะหากองทุนที่ลงทุนหุ้นกู้อย่างเดียวยากสักหน่อย เพราะกองทุนต้องลงทุนในหุ้นกู้ที่ออกขายในเวลาใกล้ๆ กัน และครบกำหนดใกล้ๆ กัน ให้ได้อย่างน้อย 45 ตัว เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ที่ไม่ต้องการให้กองทุนลงทุนกระจุกตัวในตราสารหนี้ตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป
ไม่ว่าจะลงทุนผ่านช่องทางไหน สิ่งที่นักลงทุนจะได้รับเหมือนๆ กันคือ ดอกเบี้ย แต่สัปดาห์หน้า (มาแน่ๆ) จะมาดูกันว่า นอกจากดอกเบี้ยแล้ว อะไรคือผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการซื้อหุ้นกู้จากบางบริษัท







