
ไลอ้อนลั่นตรึงราคาสินค้า
เร่งเครื่องโชกุบุสซึสู้ตลาดแข่งดุหวังโต15%แตะ500ล้านบาท
เร่งเครื่องโชกุบุสซึสู้ตลาดแข่งดุหวังโต15%แตะ500ล้านบาท
ไลอ้อน ย้ำไม่ปรับราคา ชี้ครีมอาบน้ำแข่งดุ ไตรมาสแรกชะลอตัว โชกุบุสซึ เร่งอัดงบ 80 ล้าน ปลุกตลาดหวังยอดโต 15% ทะลุ 500 ล้านบาท
น.ส.วันดี วงศ์บุญสิน ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ บิวตี้ แคร์ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) กล่าวว่า กลุ่มบริษัท ไลอ้อน ยังไม่มีนโยบายปรับราคาสินค้าในปีนี้ แม้ต้นทุนจะเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง ประกอบกับตลาดยังไม่ฟื้นตัวนัก หลังจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา
สำหรับตลาดครีมอาบน้ำในประเทศไทย มีมูลค่า 3,700 ล้านบาท โดยพบว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้มีอัตราการเติบโต 3.5% ซึ่งชะลอตัวจากปีก่อน ที่เติบโต 7.8% อย่างไรก็ตาม คาดว่าทั้งปีตลาดจะกลับมาเติบโต 67% ใกล้เคียงกับปีก่อน เพราะเป็นตลาดที่แข่งขันสูงอย่างต่อเนื่องและมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
ทั้งนี้ บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์โชกุบุสซึ โมโนกาตาริ สูตรใหม่ แอดวานซ์ มอยส์เจอร์ สำหรับผู้หญิงเอเชีย โดยใช้งบลงทุน 50 ล้านบาท ขณะที่ทั้งปีจะใช้งบรวม 80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ใช้งบรวม 60 ล้านบาท โดยปีนี้จะมุ่งใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น เพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคมากขึ้น และยังคงใช้ ณเดชน์ คูกิมิยะ เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ร่วมกับ ไอซ์ ปรีชญา
น.ส.วันดี กล่าวว่า ปัจจุบันโชกุบุสซึ มีส่วนแบ่ง 18% ในตลาดครีมอาบน้ำ รองจากลักส์ ที่มีส่วนแบ่ง 33% คาดว่าปีนี้จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 20% ขณะที่โชกุบุสซึ โมโนกาตาริ เป็นผู้นำในตลาดครีมอาบน้ำสำหรับผู้ชาย มูลค่า 140 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 49% ในปี 2554 โดยปีนี้คาดรายได้จะเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 500 ล้านบาท
ปัจจุบัน บริษัทมีผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำโชกุบุสซึ โมโนกาตาริ ทำตลาดทั้งหมด 9 สูตร แบ่งเป็นสูตรสำหรับผู้หญิงทั้งหมด 7 สูตร ขณะที่ของผู้ชายมีทั้งหมด 2 สูตร แผนการตลาดหลักจะเน้นการใช้พรีเซนเตอร์เป็นตัวหลักในการสร้างแบรนด์สินค้า ซึ่งตลอดระยะเวลาการทำตลาดในช่วงที่ผ่านมาโชกุบุสซึก็มีกลุ่มลูกค้าประจำมากพอสมควร และณเดชน์ถือเป็นพรีเซนเตอร์ที่โชกุบุสซึเลือกใช้เป็นคนแรกๆ
ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์บิวตี้ แคร์ ของบริษัทซึ่งมีทั้งผลิตภัณฑ์โชกุบุสซึ ผลิตภัณฑ์ดูแลผมและบำรุงผิว มีรายได้รวมกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งปีที่ผ่านมาต้นทุนเพิ่มขึ้น 3% รวมการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท โดยบริษัทเน้นบริหารต้นทุนด้วยการสั่งวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ในปริมาณที่สูงขึ้น เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและผลักดันการขายให้เพิ่มขึ้น







