
จีนขยายช่วงค่าเงินหลวน...ผลต่อเงินบาทยังคงจำกัด
เมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China : PBOC) ได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงิน ด้วยการประกาศขยายกรอบการเคลื่อนไหวรายวันของเงินหยวนเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่มีการปฏิรูประบบอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2548 ที่ผ่านมา โดยนับจากวันที่ 16 เม.ย. 2555 ทางการจีนจะอนุญาตให้เงินหยวนสามารถเคลื่อนไหวในกรอบการซื้อขายที่กว้างขึ้นเป็น +/- ร้อยละ 1.0 จากค่ากลางอ้างอิงเงินหยวนเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ที่ธนาคารกลางจีนกำหนด จากกรอบเดิม +/- ร้อยละ 0.5 ที่ใช้มานับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2550
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะสะท้อนว่าทางการจีนมีความเชื่อมั่นในความสามารถที่จะดูแลให้การชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงแล้ว ยังนับเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งของการปฏิรูประบบการเงินของจีน สอดรับกับการนับถอยหลังเข้าสู่ช่วงเวลาการเปิดเสรีภายใต้บัญชีทุนที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2558 และการผลักดันเงินหยวนให้มีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาค
การขยายกรอบเงินหยวนรอบนี้ อาจไม่เพิ่มแรงกดดันด้านแข็งค่าต่อเงินหยวนมากนัก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการเคลื่อนไหวรายวันของเงินหยวนเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐในครั้งนี้ แตกต่างไปจากการขยายกรอบการเคลื่อนไหวเงินหยวนในอดีต เพราะการดำเนินการในรอบนี้อาจถือเป็นการยอมรับการเคลื่อนไหวของเงินหยวนที่อาจผันผวนทั้งในด้านแข็งค่าหรืออ่อนค่ามากขึ้น ภายใต้สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งในจีนและประเทศที่เป็นแกนสำคัญของโลกอย่างสหรัฐและยุโรป
เงินหยวนที่ยืดหยุ่น 2 ทางตามกลไกตลาด น่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญในการขยายกรอบการเคลื่อนไหวเงินหยวนในรอบนี้ ท่ามกลางความเสี่ยงจากวิกฤตหนี้สาธารณะในยูโรโซน และความกังวลต่อความสม่ำเสมอของสัญญาณเชิงบวกจากเศรษฐกิจสหรัฐ ที่อาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินโลก การขยายกรอบการเคลื่อนไหวเงินหยวนให้กว้างขึ้น อาจช่วยลดภาระในการเข้าดูแลค่าเงินหยวนของธนาคารกลางจีนลง ซึ่งก็เท่ากับเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้ทางการจีนสามารถผสมผสานเครื่องมือนโยบายการเงิน (อัตราดอกเบี้ย สัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ และเงินหยวน) และนโยบายการคลัง เพื่อประคับประคองทิศทางเศรษฐกิจจีนที่กำลังเผชิญความเสี่ยงในช่วงขาลง พร้อมๆ กับการชะลอตัวของกระแสเงินทุนไหลเข้า ทั้งที่ผ่านมาทางช่องทางการค้าและการลงทุน
ความยืดหยุ่นของกรอบเงินหยวนช่วยเสริมภาพการผลักดันบทบาทของเงินหยวนในระดับภูมิภาค คงต้องยอมรับว่าการผ่อนคลายการควบคุมเงินหยวนเป็นขั้นตอนสำคัญของการปฏิรูประบบการเงิน/ตลาดการเงินของจีน ซึ่งได้มีการดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการนำร่องอื่นๆ (อาทิ การเพิ่มโควตาการลงทุนของต่างชาติในตลาดการเงินจีน การเพิ่มทางเลือกสำหรับการลงทุนในรูปสกุลเงินหยวนในตลาดนอกจีนแผ่นดินใหญ่) เพื่อปูทางไปสู่การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีสมบูรณ์ภายใต้บัญชีทุนที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2558 นอกจากนี้ทิศทางเงินหยวนที่ยืดหยุ่นตามกลไกตลาดมากขึ้น ยังจะช่วยเสริมบทบาทของการใช้เงินหยวนในการทำธุรกรรมทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชียด้วยอีกทางหนึ่ง
นอกจากการประกาศเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเงินหยวนในช่วงนี้ จะสอดคล้องกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจและการปฏิรูปทางการเงินของจีนแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ทางการจีนสามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันต่อเงินหยวนในเวทีการประชุมกลุ่มประเทศ G-20 ในช่วงไม่กี่วันหลังจากนี้ และลดการนำนโยบายเงินหยวนไปเป็นประเด็นทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย.นี้
หากพิจารณาทิศทางการเคลื่อนไหวของเงินหยวนเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ในช่วงหลังจากมีการเพิ่มกรอบความยืดหยุ่นให้กับเงินหยวนในเดือน พ.ค. 2550 (จากกรอบ +/- ร้อยละ 0.3 เป็นกรอบ +/- ร้อยละ 0.5 จากอัตราอ้างอิงเงินหยวนรายวัน) พบว่าเงินหยวนไม่เคยชนกรอบด้านแข็งค่า แต่กลับชนกรอบด้านอ่อนค่าทั้งสิ้น 19 ครั้ง โดยในช่วงระหว่างวันที่ 21 พ.ค. 2550-13 เม.ย. 2555 เงินหยวนแข็งค่าขึ้นร้อยละ 21.6 เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ (เฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 4.0) โดยทิศทางการแข็งค่าของเงินหยวนในช่วงแรกเริ่มของการเพิ่มความยืดหยุ่นในรอบแรกนั้น มีผลทางจิตวิทยาทำให้สกุลเงินเอเชียขยับแข็งค่าขึ้น ก่อนที่จะเคลื่อนไหวผันผวนในช่วงหลังจากนั้นจากผลของวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐ
อย่างไรก็ดี จากการที่เป้าหมายของการขยายกรอบการเคลื่อนไหวรายวันของเงินหยวนในรอบนี้ คือ การเพิ่มความยืดหยุ่น 2 ด้านให้กับเงินหยวนรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมๆ กับสถานะการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่อาจลดน้อยลงในระยะกลางตามการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งแตกต่างไปจากการดำเนินการในช่วงปี 2550 ที่น่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่อปล่อยให้เงินหยวนเคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าได้มากขึ้น สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของจีน
ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าการเพิ่มความยืดหยุ่นรายวันให้กับเงินหยวนเป็นเท่าตัวในรอบนี้ ไม่น่าจะส่งผลให้สกุลเงินเอเชียและเงินบาทเผชิญแรงกดดันในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทิศทางเศรษฐกิจจีนยังคงชะลอตัวลง ขณะที่สถานการณ์วิกฤตหนี้ยุโรปและแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งก็เท่ากับว่าขั้นตอนการปฏิรูปค่าเงินหยวนของจีนในครั้งนี้ ไม่น่าที่จะสร้างภาระในการดูแลทิศทางเงินบาทให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญไปจากสถานการณ์ปกติที่ ธปท.ดำเนินการอยู่







