
ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศใน AEC ตอนที่ 3 ‘สิงคโปร์’
โดย...นคร สังขรัตน์
โดย...นคร สังขรัตน์
สิงคโปร์พัฒนาประเทศได้อย่างยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการวางโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) อย่างเป็นระบบตั้งแต่สมัยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งบุคคลที่จะต้องกล่าวถึงคือ เซอร์สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ ผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ขึ้นในปี 2362
เซอร์สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ มีส่วนสำคัญในการพลิกฟื้นสิงคโปร์จากที่เป็นเพียงจุดแวะพักสำหรับซ่อม เติมเสบียง และคุ้มกันกองทัพเรือของอาณาจักรอังกฤษ ไปสู่การเป็นสถานีการค้า มีนโยบายการค้าเสรีดึงดูดพ่อค้าจากทั่วทุกมุมโลก ต่อมาเมื่อมีการเปิดคลองสุเอซในปี 2412 ประกอบกับการเข้ามาของเครื่องโทรเลขและเรือกลไฟทำให้ช่องแคบสิงคโปร์กลายเป็นเส้นทางเดินเรือหลักระหว่างมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
สำหรับสิงคโปร์ยุคใหม่กล่าวได้ว่า มีศักยภาพในด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ไม่เป็นรองใคร จากข้อมูลของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ในปี 2554 ที่จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 142 ประเทศ พบว่า สิงคโปร์มีโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางเรือเป็นอันดับ 1 มีโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางอากาศเป็นอันดับ 1 มีโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางถนนเป็นอันดับ 2 มีโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งระบบรางเป็นอันดับ 7 และมีด้านโครงสร้างพื้นฐานในภาพรวมเป็นอันดับ 2 ของโลก
นอกจากนี้ในปี 2553 ธนาคารโลกได้จัดอันดับให้สิงคโปร์มีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์เป็นอันดับ 2 ของโลก จาก 155 ประเทศ โดยมีเยอรมนีครองอันดับ 1 ซึ่งจาก 6 ตัวชี้วัดที่ใช้เป็นเกณฑ์พบว่า สิงคโปร์มีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนค่าขนส่งที่แข่งขันได้เป็นอันดับ 1 ด้านพิธีการศุลกากรเป็นอันดับ 2 ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการค้าและการขนส่งเป็นอันดับ 4 ด้านขีดความสามารถและคุณภาพของการบริการโลจิสติกส์เป็นอันดับ 6 ด้านความสามารถในการตรวจสอบและค้นหาสินค้าเป็นอันดับ 6 และด้านความสามารถในการขนส่งให้ถึงจุดหมายภายใต้เวลาที่กำหนดเป็นอันดับ 14 ของโลก
สำหรับท่าเรือของสิงคโปร์มีปริมาณขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์สูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากท่าเรือเซี่ยงไฮ้ของจีน โดยมีปริมาณการขนส่ง 28.4 ล้านตู้ TEUs กว่า 160 เที่ยวต่อวัน เชื่อมโยงกับท่าเรือต่างๆ 600 ท่า ใน 123 ประเทศ ซึ่งเป็นท่าเรือที่ได้รับการยอมรับว่ามีค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เป็นธรรม มีระบบการเก็บค่าธรรมเนียมการจัดส่งสินค้าที่เป็นมิตรของผู้ขนส่งสินค้า มีการจัดโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือที่เหมาะสมในการจัดส่งสินค้าที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์ มีการขนส่งสินค้าให้ถึงจุดหมายภายใต้เวลาที่กำหนด มีโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบสนองความต้องการในอนาคต และมีความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกในการให้บริการด้านโลจิสติกส์และการส่งต่อของในการขนส่งสินค้า
สำหรับการขนส่งทางอากาศ ท่าอากาศยานชางงี ที่มีอาคารผู้โดยสาร 3 หลัง มี 9 อาคารผู้โดยสาร ครอบคลุมพื้นที่ 6.34 แสน ตร.ม. เปิดให้บริการแก่นักเดินทางปีละประมาณ 34 ล้านคน สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารจริงได้มากถึง 44 ล้านคน มีเที่ยวบินจาก 87 สายการบิน ขึ้น–ลง ไม่ต่ำกว่า 4,100 เที่ยวต่อสัปดาห์ เชื่อมโยงไปยัง 180 เมือง ใน 57 ประเทศทั่วโลก ได้รับการยอมรับว่ามีจุดเด่นด้านประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ได้แก่ การปรับปรุงการให้บริการในส่วนการลำเลียงกระเป๋า การตรวจเช็กเอกสารผู้โดยสาร และการอำนวยความสะดวกต่างๆ ทันทีที่เครื่องบินลงจอด โดยกำหนดเป้าหมายให้ผู้โดยสารแต่ละคนใช้เวลาในทุกขั้นตอนไม่เกิน 30 นาที นอกจากนี้ยังสามารถดำเนินงานตามตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานด้านเอกสาร สินค้า และพิธีศุลกากร ได้ในระดับ 90% เพื่อความพอใจของลูกค้าเรื่องระยะเวลาที่ใช้ในการขนส่ง
สำหรับในปี 2554 ที่สภาท่าอากาศยานสากลได้จัดอันดับให้ท่าอากาศยานชางงีเป็นท่าอากาศยานดีเด่นเป็นอันดับ 1 ของโลก ในด้านความพึงพอใจผู้โดยสารจากการให้บริการด้านตรวจบัตรโดยสาร การรักษาความปลอดภัย บรรยากาศ และความสะอาดภายในท่าอากาศยาน ความมีน้ำใจการช่วยเหลือผู้โดยสาร การตรวจหนังสือเดินทาง การให้บริการร้านค้าและร้านอาหาร
ในด้านการขนส่งทางถนนพบว่า เนื่องจากประเทศสิงคโปร์มีพื้นที่จำกัด ดังนั้น กรมการขนส่งทางบกของสิงคโปร์ ได้นำระบบขนส่งอัจฉริยะ เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่การจดทะเบียนควบคุมยานพาหนะ วางแผนการขนส่ง ขยายผิวจราจร สร้างโครงข่ายการเชื่อมโยงของถนน รวมทั้งวางแผนควบคุมระบบขนส่งทางรถยนต์ รถโดยสารประจำทาง รถรับจ้างสาธารณะ และระบบราง โดยมีระบบ ITS เป็นตัวช่วยที่สำคัญ ในการป้อนข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง จากกล้องวงจรปิดบนทางแยก ทำให้การควบคุมสัญญาณไฟและการควบคุมการจราจรบนทางด่วนมีประสิทธิภาพและส่งผ่านข้อมูลไปยังผู้ใช้รถเพื่อบริหารการเดินทางได้ และยังได้นำระบบการคิดราคาอัจฉริยะ เข้ามาใช้เพื่อควบคุมปริมาณการจราจรให้เกิดความเหมาะสม
ขณะที่ด้านค่าธรรมเนียมการใช้ถนนจะขึ้นอยู่กับชนิดของรถ เช่น แท็กซี่ รถส่วนตัว มอเตอร์ไซค์ รถเมล์ และขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรในแต่ละช่วงเวลา หากเป็นชั่วโมงเร่งด่วนหรือเป็นพื้นที่ย่านธุรกิจจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงกว่า ซึ่งจะมีป้ายแสดงค่าธรรมเนียมให้ผู้ใช้บริการทราบเพื่อที่ผู้ใช้รถจะได้เลี่ยงเส้นทางหรือบริหารการเดินทางได้ โดย ซึ่งระบบนี้ช่วยให้สามารถบริหารจัดการการจราจรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนหันไปใช้บริการรถสาธารณะได้มากขึ้นอีกด้วย
“สิงคโปร์” ของเค้าดีจริงๆ ครับ







