
สงครามเงินบาท คลังฟาดธปท.
กลายเป็นสงครามเงินบาทระหว่าง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง
กลายเป็นสงครามเงินบาทระหว่าง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง
กับหน่วยงานดูแลนโยบายการเงิน ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังจาก รมว.คลัง ออกมาชี้เปรี้ยงว่าต้องการให้เงินบาทอ่อนค่าอยู่ที่ระดับ 32-34 บาท/เหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันเงินบาทอยู่ที่ 30-31 บาท/เหรียญสหรัฐ เพื่อทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยดีขึ้นเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) และย้ำว่าทุกฝ่ายต้องฟัง รมว.คลัง ธปท.ต้องฟัง รมว.คลัง เถียงให้น้อยๆ ทุกอย่างจะดี และต่อให้ใครฟาดปากก็ไม่แคร์ เพราะเป็นความต้องการของ รมว.คลัง หน่วยงานที่บริหารเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะที่ผู้ว่าการ ธปท.ยืนยันจะไม่ใช้นโยบายเงินบาทอ่อนค่า และดอกเบี้ยต่ำ โดยให้เหตุผลว่า ขณะนี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวเห็นได้ชัด ทั้งการท่องเที่ยว การใช้กำลังการผลิต และการบริโภคในประเทศ เงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 3.3-3.5% ดังนั้นดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 3% ถือว่าเหมาะสมแแล้ว เพราะดอกเบี้ยแท้จริงยังติดลบอยู่ประมาณ 0.3-0.5% เทียบกับประเทศในภูมิภาคแล้วถือว่าดอกเบี้ยแท้จริงของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุด และค่อนข้างเป็นดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายช่วยในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอยู่แล้ว ส่วนเงินบาทหากไปอยู่ที่ 33 บาท/เหรียญสหรัฐ จะยิ่งเกิดการเก็งกำไรจากต่างชาติ น้ำมันจะแพง ดันให้เงินเฟ้อเพิ่ม
ด้านการเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป กรมสรรพากรยืนยันว่าไม่เก็บภาษีหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท ที่จะหมดอายุความวันที่ 31 มี.ค.นี้ โดยยึดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ตัดสินว่าหุ้นเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ พานทองแท้ และพินทองทา ชินวัตร และการขายหุ้นดังกล่าวเป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ต้องเสียภาษี
ฟากธนาคารพาณิชย์ 4 ธนาคารใหญ่ ประสานเสียงยืนยันว่าจะไม่มีการเพิ่มทุน ฐานทุนมีความแข็งแกร่ง หลังจากเกณฑ์บาเซิล 3 ให้น้ำหนักเงินกองทุนขั้นที่ 1 มากขึ้น
วันที่ 28 มี.ค.เป็นต้นมา บริษัทวินาศภัยทั้ง 54 บริษัท ได้ลงนามขาย “กรม ธรรม์ประกันภัยพิบัติ” ที่ให้ความคุ้มครองภัยพิบัติ 3 ภัย ได้แก่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และลมพายุ โดยจะเริ่มขายกรมธรรม์ให้แก่กลุ่มบ้านที่อยู่อาศัย กลุ่มเอสเอ็มอีและ กลุ่มอุตสาหกรรม
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.20% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ปิดตลาดที่ 1,196.77 จุด หลังจากเคลื่อนไหวผันผวนตลอดทั้งสัปดาห์ ท่ามกลางความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป แต่กลับมีความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มเติบโตลดลง ในขณะที่บริษัทจดทะ เบียนในตลาดหลักทรัพย์พาเหรดรุกธุรกิจในสหภาพพม่า เช่น บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ลงทุนโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายในสหภาพพม่า บนพื้นที่ทั้งหมด 1.5 แสนไร่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินในการลงทุนประมาณ 1.5 แสนล้านบาท
บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) หรือ ปตท.สผ. ขุดพบก๊าซในแหล่ง เอ็ม 3 พม่า คาดว่าจะผลิตได้ในปี 2556 และยังได้สัมปทานบนบกอีก 2 แปลง







