
M2F เจาะแรงงานรุ่นใหม่หันพึ่งสื่อออนไลน์100%
ตลาดแรงงานที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนทำงานในเมือง มีทิศทางที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนแล้ว แรงงานเกือบ 100%
ตลาดแรงงานที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนทำงานในเมือง มีทิศทางที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนแล้ว แรงงานเกือบ 100%
หันไปพึ่งพาสื่อออนไลน์ในการหางานและสมัครงาน ตามพฤติกรรมการบริโภคสื่อออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลให้กว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีเว็บไซต์หางานเกิดใหม่จำนวนมาก และจนถึงปัจจุบันมีความแข็งแกร่งทั้งในแง่ประวัติของผู้สมัครงาน (Resume) และจำนวนบริษัทที่ประกาศรับสมัครงาน
“พฤติกรรมของแรงงานที่เปลี่ยนไป ทำให้เม็ดเงินโฆษณาในหน้าประกาศรับสมัครงานหรือคลาสสิฟายด์บนสื่อสิ่งพิมพ์หดตัวไปมากถึง 30% ต่อปี ถ้าไม่ปรับให้ทันกับทิศทางนี้ ภาพรวมขององค์กรก็ยากจะเติบโต” ศุภกรณ์ เวชชาชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โพสต์ พับลิชชิง กล่าว
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัท โพสต์ พับลิชชิง ต้องกระโดดลงมาเล่นในตลาดเว็บไซต์สมัครงาน ภายใต้ชื่อ เอ็มทูเอฟจ๊อบ ดอตคอม (www.M2Fjob.com) โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นด้วยฐานสมาชิกผู้ต้องการสมัครงาน 5 แสน–1 ล้านคน และมีบริษัทเข้ามาประกาศรับสมัครงานไม่ต่ำกว่า 100 บริษัท
นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายการเติบโตที่ก้าวกระโดด โดยหวังให้เว็บไซต์เอ็มทูเอฟจ๊อบก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 หรือ เบอร์ 2 ในตลาดเว็บไซต์รับสมัครงาน ซึ่งจะใช้กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ผ่านหนังสือพิมพ์เอ็มทูเอฟที่แจกฟรีวันละ 4 แสนฉบับ มีผู้อ่านวันละกว่า 1 ล้านคน
ศุภกรณ์ กล่าวว่า คลาสสิฟายด์ของเครือโพสต์ พับลิชชิง ที่ผ่านมา เน้นเจาะกลุ่มผู้สมัครงานในระดับบริหาร ไม่มีฐานผู้สมัครงานคนรุ่นใหม่เลย ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ทำงานในกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีกว่า 2 ล้านคน ถือเป็นตลาดใหญ่มาก และคนกลุ่มนี้หางานผ่านสื่อออนไลน์ 100%
“คนรุ่นใหม่ที่ทำงานในเมืองไม่ซื้อหนังสือพิมพ์ นิยมอ่านเนื้อหาที่เป็นฟรีก๊อบปี้ บริโภคข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับผู้อ่านหนังสือพิมพ์เอ็มทูเอฟ บริษัทจึงต้องสร้างเว็บไซต์เอ็มทูเอฟจ๊อบมาตอบสนองคนกลุ่มนี้”
กลยุทธ์ดังกล่าว นอกจากโพสต์ พับลิชชิง จะสามารถขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ ยังเสริมให้หนังสือพิมพ์เอ็มทูเอฟแข็งแกร่งมากขึ้นในเชิงความสามารถในการตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งหลังจากนี้จะจัดกิจกรรมโรดโชว์ประชาสัมพันธ์เว็บไซต์เอ็มทูเอฟจ๊อบไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย
ที่สำคัญจะทำให้โพสต์ พับลิชชิง มีฐานผู้อ่านหรือฐานลูกค้าที่ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนทั่วไป จากเดิมที่มีเพียงกลุ่มผู้บริหารเท่านั้น
สำหรับจุดแข็งสำคัญของเว็บไซต์เอ็มทูเอฟจ๊อบ จะเน้นลักษณะงานที่หลากหลายและน่าสนใจ รวมถึงแนะนำวิธีการหางานในอาชีพพิเศษ เช่น แอร์โฮสเตส ช่างแต่งหน้า ผู้ประกาศข่าว หรือนักข่าว และอาศัยสื่อสิ่งพิมพ์กระจายข่าวสารควบคู่กับเว็บไซต์ ต่างจากเว็บไซต์หางานทั่วไป ที่สื่อสารผ่านช่องทางเดียว
ด้าน พรรษมณฑ์ พัฒนกิจเรือง ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคลากร บริษัท เอสเอฟ ดีเวลอปเมนท์ กล่าวว่า เมื่อพฤติกรรมผู้สมัครงานเปลี่ยนไปหาสื่อออนไลน์ 100% ทำให้หลายองค์กรปรับทิศทางการใช้สื่อประกาศรับสมัครงานให้สอดคล้องกับผู้สมัครงานด้วย
ในส่วนของเอสเอฟฯ เอง จะสรรหาบุคลากรจากการแนะนำ และหากจะต้องใช้สื่อในการสรรหา ก็หันมาใช้สื่อออนไลน์ 100% แล้วเช่นกัน ไม่ได้ลงประกาศในสื่อสิ่งพิมพ์เหมือนในอดีต เพราะสื่อออนไลน์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยหาบุคลากรได้ง่ายขึ้น
“ยกตัวอย่างง่ายๆ เรากำลังจะเปิดเมกกะบางนา เราก็สามารถเลือกคนที่อยู่ในย่านใกล้เคียงบางนาได้จากการอาศัยฐานข้อมูลในระบบออนไลน์”
นอกจากนี้ สื่อออนไลน์ยังมีความสะดวกในการติดต่อไปยังผู้สมัครและจะได้รับคำตอบกลับที่รวดเร็วมาก ซึ่งปัจจุบันผู้รับสมัครงาน มีทางเลือกในการสรรหาบุคลากรผ่านออนไลน์ได้มากขึ้น และการที่มีเว็บไซต์เอ็มทูเอฟจ๊อบเกิดขึ้นอีกหนึ่งเว็บไซต์ก็เป็นผลดีกับทั้งองค์กรและผู้ที่ต้องการสมัครงาน
เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า ไม่เพียงแต่ช่องทางในการประกาศรับสมัครจะเปลี่ยนไปเท่านั้น แต่แนวคิดในการรับคนเข้าทำงานยังเปลี่ยนไปด้วย จากเดิมจะเน้นแต่คนเก่ง คนมีความรู้ เกียรตินิยม แต่ปัจจุบันองค์กรจะพิจารณา 3 เรื่องคือ 1.ทัศนคติที่ดี 2.ความรู้ด้านภาษาทั้งไทยและเทศ ต้องสื่อสารได้เข้าใจ และ 3.ความรู้ด้านไอที
ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเกือบทุกองค์กร จากขยับตัวจากระบบออฟไลน์ สู่ระบบออนไลน์ เลือดใหม่ที่จะเข้ามาเสริมทัพให้กับองค์กรจึงต้องเป็นคนที่มีความรู้ด้านไอทีด้วย
ทิศทางดังกล่าว ทำให้หลายมหาวิทยาลัย ต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้มุ่งเสริมสร้างทัศนคติที่ดีให้กับนักศึกษา การมองโลกแง่บวก การให้ความรู้ที่ถูกต้องกับความต้องการเป็นเจ้าของกิจการของคนรุ่นใหม่
“แรงงานส่วนหนึ่งหายไปจากตลาด เพราะต้องการเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ต้องการเป็นลูกน้อง แต่ในความเป็นจริงทุกคนควรเรียนรู้ที่จะเป็นลูกน้องก่อนเป็นเจ้านายคน”การที่คนรุ่นใหม่เริ่มมีแนวคิด ไม่อยากเป็นลูกน้อง อยากมีกิจการเป็นของตัวเองทันทีที่เรียนจบ ทำให้สถิติคนจบปริญญาตรี ตกงานมากกว่า คนที่ไม่จบปริญญาตรี หรือจบวุฒิปวช. ปวส. ทำให้ปัจจุบัน คนกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองให้ก้าวไปถึงระดับที่สูงกว่าได้เร็ว เพราะการไม่เลือกงาน







