
เอสซีจีเทรดดิ้งฯลุยถ่านหิน
ผุดลานกอง4ประเทศใหญ่เอเชีย เพิ่มพื้นที่สต๊อกรับเท่าตัว7ล.ตัน
ผุดลานกอง4ประเทศใหญ่เอเชีย เพิ่มพื้นที่สต๊อกรับเท่าตัว7ล.ตัน
เอสซีจี เทรดดิ้ง รุกหนักเอเชีย ลุยเปิดโรงคัดแยกถ่านหินแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้างต่างประเทศ ตั้งเป้าโตปีละ 30% มั่นใจปีนี้แตะ 6 หมื่นล้าน
นายกลินท์ สารสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เทรดดิ้ง ในเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการใช้ถ่านหินมีสูงมากขึ้นทั่วโลก หลังจากเกิดเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่นระเบิด ขณะที่ความต้องการใช้งานในไทยมีสูงขึ้นตามไปด้วย ปัจจุบันบริษัทมีโรงคัดแยกและลานเทกอง ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา รองรับการขนส่งถ่านหิน 6 หมื่นตันต่อเดือน และที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เป็นลานเทกองถ่านหินรองรับความต้องการใช้งาน 5,000-8,000 ตันต่อเดือน
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจะก่อสร้างลานเทกองถ่านหินในประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ส่วนในเวียดนามนั้น จะมีทั้งลานเทกองและโรงคัดแยก ในเบื้องต้นคาดว่าทั้ง 3 แห่งจะต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่าหลักร้อยล้านบาท
“ปัจจุบันพื้นที่คัดแยกและเทกองถ่านหินของบริษัทสามารรองรับถ่านหินได้ 3.5-4 ล้านตัน แต่คาดว่าภายหลังจากปี 2558 พื้นที่คัดแยกและเทกองในต่างประเทศแล้วเสร็จ จะทำให้ยอดค้าขายถ่านหินมีมาก กว่า 7 ล้านตัน” นายกลินท์ กล่าว
ขณะกลุ่มวัสดุก่อสร้างเอสซีจี เทรดดิ้ง ได้แต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้างอย่างเป็นทางการในประเทศพม่า ที่เมืองเนย์ปิดอว์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงใหม่ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นมีแผนจะแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย คาดว่าภายในปี 2558 จะมีตัวแทนจำหน่ายกลุ่มวัสดุก่อสร้างเกินกว่า 100 สาขา เนื่องจากความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในประเทศกำลังพัฒนานั้นมีสูง
นายกลินท์ กล่าวว่า บริษัทได้ขยายธุรกิจเทรดดิงไปตลาดทวีปอเมริกาใต้ โดยได้เริ่มส่งออกเอสซีจี ซิเมนต์ ไปยังประเทศชิลี ขณะเดียวกันก็เตรียมขยายการส่งออกธุรกิจอาหารจากเมืองไทย เนื่องจากในอีก 2 ปีข้างหน้า ประเทศบราซิลจะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2557 รวมไปถึงการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันโอลิมปิกด้วย ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้สินค้า โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างนั้นมีสูงมากตามไปด้วย
บริษัท เอสซีจี เทรดดิ้ง ตั้งเป้าว่า ปีนี้ยอดขายจะเติบโตกว่า 30% จากปีก่อนที่มียอดขาย 4.6 หมื่นล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะมียอดขายรวม 6 หมื่นล้านบาท โดยยอดขายจะมาจากธุรกิจถ่านหิน 20% ธุรกิจรีไซเคิล 20-25% ธุรกิจวัสดุก่อสร้างและปูนซีเมนต์ 30% และสินค้าอุตสาหกรรม 25-30% และคาดว่าภายในปี 2558 ธุรกิจค้าขายถ่านหินจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30%







