
ถึงเวลา...หุ้นยานยนต์
เจียรนัย อุตะมะ +กราฟ +รูป ยงเกียรติ กิตะพาณิชย์ และ เย็บซูชวน ในไฟล์เก่า DC4 รูป องอาจ ในโฟโต้ทูเดย์
เจียรนัย อุตะมะ +กราฟ +รูป ยงเกียรติ กิตะพาณิชย์ และ เย็บซูชวน ในไฟล์เก่า DC4 รูป องอาจ ในโฟโต้ทูเดย์
ถึงเวลาหุ้นยานยนต์
งานมอเตอร์โชว์ ปี 2555 ที่จะจัดในช่วงวันที่ 28 มี.ค.–8 เม.ย. 2555 เป็นที่คาดหวังจากตลาดทุนว่า จะกระตุ้นหุ้นกลุ่มยานยนต์ให้คึกคักตามไปด้วย หลังจากสะบักสะบอมจากน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (บล.เอเซีย พลัส) พบว่า จากสถิติ 10 ปีที่ผ่านมา (ไม่นับปี 2551 ที่มีเหตุการณ์วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และปี 2554 ญี่ปุ่นเกิดสึนามิ และประเทศไทยเผชิญปัญหาน้ำท่วม) หากซื้อหุ้นในกลุ่มยานยนต์ก่อนงานเปิดล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยเกือบ 2% ด้วยโอกาสสูงเกือบ 100%
ดังนั้น ปีนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาน่าจะเป็นไปตามสถิติ เพราะปี 2554 ที่ผ่านมา กลุ่มยานยนต์ต้องประสบปัญหาตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นภัยสึนามิและพิษน้ำท่วม กำไรของหลายๆ บริษัทในกลุ่มทรุดหนัก
ปี 2555 กลุ่มนี้ถูกคาดหมายว่าจะปรับฟื้นตัวขึ้นอย่างโดดเด่น
“ยงเกียรติ กิตะพาณิชย์” รองกรรมการผู้อำนวยการบริหาร บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) กล่าวว่า ปีนี้บริษัทก็จะมีรายได้ที่เติบโตสูงสุด โดยเป็นไปตามตัวเลขยอดผลิตรถยนต์ในประเทศปีนี้ ซึ่งทั้งปีคาดรายได้จะเติบโต 35% จากปีก่อนที่มีรายได้ 6,550 ล้านบาท โดยรายได้หลักจะมาจากค่ายรถยนต์มิตซูบิชิ 30% โตโยต้า 25% ทั้งสองบริษัทก็ไม่ได้เป็นลูกค้าที่ประสบปัญหาน้ำท่วม อีกทั้งความต้องการใช้รถในประเทศยังสูง และส่งออกยังมีการเติบโต
ทั้งนี้ คาดว่ารายได้ไตรมาสแรกจะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 15-20% และจะพลิกมามีกำไรสุทธิ จากที่ไตรมาส 4 ปีก่อนขาดทุนถึง 90 ล้านบาท เพราะผลกระทบจากน้ำท่วม
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการบริษัทจะเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจนในไตรมาส 2 เป็นต้นไป เพราะเดือน เม.ย. คาดว่ากำลังการผลิตจะกลับมาผลิตได้เต็ม 100% จากปัจจุบันผลิตได้ 80%
ด้านอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้ ตั้งเป้าที่จะเพิ่มเป็น 20% จากปีก่อน 15% และอัตรากำไรสุทธิตั้งเป้าอยู่ที่ 10% จากปีก่อนอยู่ที่ 6% แต่ในไตรมาสแรกถึงไตรมาส 2 คงยังไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะมองว่าการผลิตรถยนต์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติทั้งอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งปีหลัง
“เย็บซูชวน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) มั่นใจว่าปีนี้รายได้บริษัทปี 2555 จะเติบโต 1020% จากปีก่อนที่ 1.09 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการเติบโตตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์โดยรวมที่คาดว่าปีนี้จะผลิตรถยนต์ได้ 2.1 ล้านคัน ซึ่งเทียบกับปี 2554 ที่ผลิตได้ 1.5 ล้านคัน และปี 2553 ที่ 1.6 ล้านคัน ปีนี้มีรถยนต์หลายยี่ห้อที่พร้อมกันออกรุ่นใหม่ ตั้งแต่ มาสด้า อีซูซุ ฮอนด้า ซึ่งรวมถึงรถประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์)
นอกจากนี้ ยังมองว่ารายได้บริษัทรวมถึงบริษัทอื่นที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ก็จะมีรายได้สูงเป็นเช่นนี้ต่อไปได้อีก 2-3 ปี เนื่องจากปีนี้ที่หลายยี่ห้อต่างออกรถยนต์รุ่นใหม่จะกลายเป็นฐานการผลิตในระยะยาวให้กับบริษัท เพราะปกติสัญญาจ้างให้ผลิตรถใหม่ 1 รุ่น จะใช้ระยะเวลายาวนานถึง 3-5 ปี
ด้านอัตรากำไรสุทธิปีนี้จะกลับมาโตกว่าปี 2553 ได้ที่ 3.03% จากปีก่อนติดลบถึง 3.61% แม้บริษัทจะมีต้นทุนสูงขึ้นจากที่ต้องใช้งบประมาณในการรีบฟื้นฟูโรงงานหรือเช่าโรงงานเพิ่ม เพื่อให้เครื่องจักรเดินเครื่องและกระบวนการผลิตเกิดให้เร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้ทันกับคำสั่งซื้อที่เข้ามา โดยมองว่าปริมาณการผลิตรถยนต์ที่สูงถึง 2 ล้านคัน จะเป็นตัวผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตได้
“ปลายเดือน ก.พ.ปีนี้ บริษัทกลับมาเดินเครื่องกำลังการผลิตเต็ม 100% ซึ่งเป็นระดับปกติก่อนน้ำท่วมแล้ว จนปัจจุบันโรงงานเดินเครื่อง 24 ชั่วโมง ส่วนความคืบหน้าเงินประกันภัยจากความเสียหายจากน้ำท่วมอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทประกันภัย ซึ่งคาดว่าภายใน 6-7 เดือนนี้ บริษัทจะทยอยได้รับเงินประกันครบทั้งหมด” เย็บซูชวน กล่าว
นอกจากนี้ ยังมั่นใจราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะไม่กระทบกับการชะลอการผลิตรถยนต์ หรือความต้องการใช้รถของผู้บริโภคทั้งต่างประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะคนไทยที่ยังมีความต้องการใช้รถกระบะอีกมาก
อย่างไรก็ตาม เย็บซูชวน ยังมองว่า ปีนี้ความเสี่ยงของธุรกิจยังคงให้น้ำหนักกับเรื่องน้ำท่วมต่อที่ผู้เกี่ยวข้องต้องพยายามดูแลเขื่อนให้ดี เพราะหากน้ำท่วมครั้งที่ 2 คงสู้ต่อไม่ไหวแล้ว
อานิสงส์ของการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ทำให้ผู้ประกอบการเบาะหนังได้ดีด้วย
“องอาจ ดำรงสกุลวงษ์” ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ไฮด์ หรือ IHL ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเบาะหนังสำหรับรถยนต์รายใหญ่ของไทย คาดว่ายอดคำสั่งซื้อเบาะหนังรถยนต์ของบริษัทจะเพิ่มขึ้น 20%
ล่าสุด บริษัทได้รับคำสั่งซื้อจากค่ายรถยนต์โตโยต้าเพื่อผลิตเบาะหนังป้อนให้กับ “โตโยต้า แคมรี่” โฉมใหม่ ซึ่งเอื้อให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น และเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาทันทีตั้งแต่ไตรมาส 1/2555 และยังคาดว่าจะได้คำสั่งซื้อเบาะหนังจากรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ค่ายรถยนต์เตรียมพัฒนาและผลิตป้อนสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในปีนี้เช่นกัน เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ผลิตเบาะหนังรถยนต์รายใหญ่ในประเทศที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
“ปลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วม แต่ในขณะนี้ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัวได้รวดเร็วมาก ค่ายรถยนต์กลับมาผลิตเต็มกำลังผลิตแล้ว ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจึงต้องปรับตัวตามให้ทัน “
จากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องให้ผลประกอบการไตรมาส 1/2555 มีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบจากจากไตรมาส 4/2554 โดยปัจจุบันลูกค้าหลักของบริษัทยังเป็นค่ายรถยนต์โตโยต้าสัดส่วนกว่า 60% และสัดส่วนที่เหลือเป็นค่ายรถยนต์ฮอนด้า นิสสัน มิตซูบิชิ ฟอร์ด และมาสด้า
ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมเติบโต 25% จากปีก่อน โดยสัดส่วนรายได้ดังกล่าว 85% ยังมาจากการผลิตเบาะหนังรถยนต์ ขณะที่สัดส่วนรายได้อีก 15% มาจากการผลิตหนังรองเท้าให้กับ บริษัท Wolverine World Wide (WWW) ซึ่งเป็นผู้ผลิตรองเท้าหนังรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา
ยอดผลิตรถยนต์เดือน ม.ค. 2555 จำนวน 140,404 คัน เพิ่มขึ้น 41.21% จากเดือน ธ.ค. 2554 และสูงสุดในรอบ 4 เดือน นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส คาดยอดผลิตในเดือน ก.พ. 2555 ก็จะไม่ต่ำกว่า 1.4 แสนคัน และจากผลของมอเตอร์โชว์ที่จะมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่น เมื่อบวกกับที่เพิ่งออกไปก่อนหน้าเป็นรถกระบะที่มีถึง 4 ยี่ห้อ อีซูซุ เชฟโรเลต มาสด้า และฟอร์ด กระตุ้นให้ยอดผลิตรถยนต์ในงวดไตรมาสแรก ปี2555 ไม่น้อยกว่า 4 แสนคัน
ส่วนแนวโน้มตั้งแต่ไตรมาส 2 จนถึงสิ้นปี คาดว่าจะมีการผลิตกันเต็มที่ โดยเฉพาะฮอนด้าที่จะเริ่มผลิตปลายเดือนนี้น่าจะเดินกำลังการผลิตเต็ม 100% เพื่อชดเชยที่หยุดผลิตไป ส่งผลให้ทั้งปี 2555 มีปริมาณการผลิตรถยนต์อย่างน้อย 1.9 ล้านคัน เติบโต 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
แนวโน้มการดำเนินงานของกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ทั้ง 6 บริษัท จะกลับมาเติบโตมีกำไรอีกครั้งตั้งแต่งวดไตรมาสแรกเป็นต้นไป
บล.แห่งนี้ประเมินกำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มประมาณ 3,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2554 ถึง 254% แนะนำตัวเด่นที่คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นเกิน 10% คือ บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) ราคาที่เหมาะสม 233 บาท AH ราคาที่เหมาะสม 12.7 บาท SAT ราคาที่เหมาะสม 24.7 บาท







