posttoday
ความท้าทายอุตสาหกรรมยานยนตืและชิ้นส่วนของไทยในเออีซี

ความท้าทายอุตสาหกรรมยานยนตืและชิ้นส่วนของไทยในเออีซี

15 มีนาคม 2555

แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยใน 5 ปีต่อจากนี้ นอกจากต้องพัฒนาศักยภาพการผลิต

แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยใน 5 ปีต่อจากนี้ นอกจากต้องพัฒนาศักยภาพการผลิต

เพื่อรองรับยอดการผลิตรถยนต์ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 3 ล้านคันต่อปี ในปี 2560 แล้ว สิ่งท้าทายของผู้ประกอบการที่หลีกหนีไม่พ้น คือ การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ที่จะนำมาทั้งประโยชน์และผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จัดสัมมนาหัวข้อ “ทิศทางอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย 5 ปีข้างหน้า” เพื่อรับฟังข้อมูลและทิศทางของผู้ประกอบการในการมองปัญหาและแนวทางแก้ไข

ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวถึงทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมยายนต์ของไทย ว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยภายใน 5 ปีข้างหน้า จะเริ่มจากการที่ประเทศไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้ 2.1 ล้านคัน ในปี 2555 ขยายตัว 38% จากปี 2554 ถือเป็นการฉลองการผลิตได้มากกว่า 2 ล้านคัน โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 7 ปี ในการเพิ่มยอดผลิตจาก 1 ล้านคัน ในปี 2548 มาถึง 2 ล้านคันในปี 2555

และเชื่อว่าไทยจะสามารถฉลองการผลิตรถยนต์ 3 ล้านคันต่อปีได้ภายในปี 2560 ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่น่าจะทำได้ไม่อยากในอีก 5 ปีข้างหน้า จากความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือปี 2558 จะมีการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ทำให้ตลาดของไทยขยายตัวเข้ามาเป็นปัจจัยเกี่ยวข้อง

ความท้าทายอุตสาหกรรมยานยนตืและชิ้นส่วนของไทยในเออีซี

ทั้งนี้ การเปิดเออีซีถือเป็นความท้าทายอย่างมากต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยมีทั้งผลกระทบในด้านบวกและลบ เพราะแต่ละประเทศมีการแข่งขันที่มากขึ้น มีกลยุทธ์การดึงดูดการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่พยายามจะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ประเภทอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย วางแผนที่จะเปิดนโยบายรถยนต์คล้ายๆ กับรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโอคาร์) ของไทย เพื่อดึงดูดการลงทุน ขณะที่เวียดนามมีค่าจ้างถูก แรงงานมาก และหากมองลึกไปถึงจีนและอินเดีย ที่มีศักยภาพมากในด้านการผลิตสินค้าชิ้นส่วนต้นทุนต่ำ จะยิ่งทำให้ไทยได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีมาก

อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงมีจุดแข็งในด้านการผลิตเครื่องยนต์ดีเซล เป็นฐานการผลิตรถกระบะ รวมถึงอีโคคาร์ ซึ่งยากที่ประเทศอื่นๆ จะมาแข่งขัน โดยเฉพาะอีโคคาร์ที่ถือเป็นรถยนต์ประหยัดพลังงานสอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนารถยนต์ในอนาคตที่จะมุ่งเน้นการลดการใช้พลังงาน และปล่อยมลพิษให้น้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นเป็นข้อได้เปรียบของไทยจากประเทศอื่นๆ

ดังนั้น เมื่อเปิดเออีซีแล้วผู้ประกอบการไทยจะต้องมีการปรับตัวเน้นการผลิตสินค้าที่มีความเชี่ยวชาญและขายได้ดีที่สุด สินค้าบางชนิดที่แข่งขันไม่ได้คงต้องเลิกผลิต หรือผลิตให้น้อยลง แล้วหันไปนำเข้าจากประเทศอื่นแทน

ยงเกียรติ์ กิตะพาณิชย์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ เมื่อเปิดเออีซีแล้วการแข่งขันด้านราคาจะมีความเข้มข้นมากขึ้น เพราะผู้ผลิตรถยนต์จะพยายามหาชิ้นส่วนที่ต้นทุนต่ำที่สุดมาใช้งาน ซึ่งประเทศผู้ผลิตชิ้นส่วนต้นทุนต่ำจะมีความได้เปรียบมาก เช่น จีน อินเดีย ขณะที่ไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มดังกล่าว โดยอัตราการใช้ชิ้นส่วนจากประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 55% และอีก 45% จะใช้จากกลุ่มประเทศต้นทุนสูง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่อาจไม่สามารถแข่งขันได้

นอกจากนี้ ขณะเดียวกัน แม้การผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้น แต่หากพิจารณาไทยผลิตรถยนต์เพื่อขายในประเทศ 50% และส่งออกไปทั่วโลก 50% โดยการส่งออก 30% ส่งไปยังตลาดอาเซียน 20% ไปออสเตรเลีย ที่เหลือเป็นตะวันออกกลาง แอฟริการใต้ สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ศักยภาพการผลิตของผู้ผลิตชิ้นส่วนในตลาดอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนพร้อมที่จะผลิตชิ้นส่วนใช้เองได้แล้ว ทำให้โอกาสที่ไทยจะส่งออกสินค้าได้ลดลงก็มีสูง ซึ่งการพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้านอาจทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของไทยในตลาดอาเซียนลดลง

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องระวัง เพราะประเทศเพื่อนบ้านพัฒนาเข้ามาใกล้เคียงกับไทย โดยเน้นการผลิตสินค้าต้นทุนต่ำ คุณภาพสูง ซึ่งผู้ผลิตไทยจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ๆ นอกจากลูกค้าซัพพลายเชนเดิม เพื่อรองรับกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ ต้องเน้นการรวมตัวเป็นกลุ่มสร้างเครือข่ายและพันธมิตรทางธุรกิจให้มากขึ้น เช่น ถ้าผู้ประกอบการรถยนต์จะไปลงทุนที่อื่น หรือขยายการลงทุน จะเชิญผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เคยใช้งานกันอยู่ให้ตามไปด้วย ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ แต่หากไม่มีการสร้างเครือข่ายเอาไว้จะทำให้ลำบากในอนาคต

ศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ กล่าวว่า การเปิดเออีซีผู้ประกอบการต้องพยายามลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งในช่วงเวลานี้น่าจะมีความเหมาะสมในการปรับตัวมากที่สุด เพราะอยู่ระหว่างรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์ มาใช้เทคโนโลยีที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและประหยัดพลังงาน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ หากสามารถพัฒนาปรับเปลี่ยนการผลิตให้เข้ากับแนวโน้มสินค้าที่มีความต้องการมากขึ้น จะเป็นโอกาสที่ดีที่สุด

“ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแบบใหญ่โต แต่พัฒนาชิ้นส่วนที่เราผลิตได้อยู่แล้ว และมีความถนัด ให้สอดคล้องกับความต้องการเทคโนโลยีของตลาดในอนาคต โดยใช้ช่วงเชื่อมต่อเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ก็จะกลายเป็นโอกาสของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย” นายศิริรุจ กล่าว

จะเห็นได้ว่าการเปิดเสรีเออีซีมีทั้งประโยชน์และผลกระทบที่ผู้ประกอบการจะต้องเรียนรู้และปรับตัว โดยมีผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจะอยู่รอดในตลาดเสรี ซึ่งแม้แต่อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไทยมีความแข็งแกร่งมาก หากไม่มีการปรับตัวก็อาจได้รับผลกระทบด้านลบได้เช่นเดียวกัน

 

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม